posttoday
ตำนานความขัดแย้ง ในวงการสาธารณสุข (15)

ตำนานความขัดแย้ง ในวงการสาธารณสุข (15)

19 มกราคม 2559

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ความขัดแย้งรุนแรงที่ควรกล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องโครงการไทยเข้มแข็ง เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องชื่นชมผู้ที่คิดริเริ่มโครงการนี้คือ คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพราะควรเป็นโครงการที่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทยได้จริง

ทั้งนี้ เพราะประเทศไทย แม้มีระบบบริการสาธารณสุขของรัฐที่ครอบคลุมทุกระดับทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่วนภูมิภาคครอบคลุมทั่วถึงตลอดทุกจังหวัด อำเภอ และตำบล ซึ่งผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างระบบบริการในระดับอำเภอและตำบลจนครอบคลุมทั่วถึง คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งตัดสินใจทำงานนี้ในช่วงที่ประเทศประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องลดค่าเงินบาท และกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอมเอฟ) มาแก้ปัญหาสภาพคล่อง นับเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญอย่างมีวิสัยทัศน์ โดยกล้าหาญที่จะชะลอการลงทุนสร้างและขยายโรงพยาบาลในเมืองหลวงเมืองใหญ่เป็นเวลาถึง 5 ปี

ในช่วงนั้นปัญหาระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทย คือ แม้จะมีบริการครอบคลุมทุกระดับ แต่การบริการในระดับอำเภอและตำบลยังอ่อนแอมาก ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนระดับอำเภอยังเป็นปัญหาเรื้อรัง แม้จะมีมาตรการแก้ไขมากมาย โดยเฉพาะโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท และโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งแพทย์ ซึ่งเป็นโครงการที่ดี และควรแก้ปัญหานี้ได้ดีก็ตาม ในระดับตำบลประชาชนยังต้องพึ่งบุคลากรสาธารณสุขที่มิใช่แพทย์ หากเทียบกับญี่ปุ่น ซึ่งก็มีปัญหาขาดแคลนแพทย์ในชนบท แต่ระดับตำบลของญี่ปุ่นมีโรงพยาบาลชุมชนที่มีแพทย์ประจำพอๆ กับระดับอำเภอของเรา

นอกจากนี้ โดยภาพรวมของประเทศ จำนวนสถานพยาบาล ก็ยังมีน้อยกว่าที่ควรมาก ปัจจุบันคนไข้บัตรทองไปรับบริการเพียงปีละ 3.7 ครั้ง แต่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งแน่นขนัดเหมือนตลาดสด ขณะที่ประชาชนญี่ปุ่นไปรับบริการถึงปีละ 12 ครั้ง พอๆ กับไต้หวัน (ปีละ 13 ครั้ง) ถ้าประชาชนไทยไปรับบริการโรงพยาบาลเท่าคนญี่ปุ่น ปัญหาจะสาหัสสากรรจ์เพียงไหน

ฉะนั้นการที่คุณกรณ์คิดนโยบายนี้ จึงเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง แต่เรื่องนี้ก็เข้าตำรา “นางฟ้าอยู่ที่หลักการ ซาตานอยู่ที่รายละเอียด” (The devil is in detail) ที่ผู้แปลงนโยบายนี้มาสู่การปฏิบัติ “มีปัญหา” สำคัญ 2 เรื่องคือ 1) ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง 2) ไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ผลคือมีการตัดสินใจลงทุนผิดที่ แทนที่จะทุ่มเทงบประมาณลงไปที่การสร้างความเข้มแข็งในระดับอำเภอและตำบล งบประมาณส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่

ก่อนสมัยที่ พล.อ.เปรม จะมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลอำเภอครบทุกอำเภอและสถานีอนามัยครบทุกตำบล จำนวนคนไข้มารับบริการในโรงพยาบาลจังหวัดแต่ละปีมากกว่าที่ไปรับบริการในโรงพยาบาลอำเภอ และสถานีอนามัย ทั้งๆ ที่ประชากรส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 80 ในสมัยนั้นอยู่ในชนบท หลังนโยบาย พล.อ.เปรม จำนวนคนไข้ในระดับต่างๆ เริ่มกลับหัว ปัจจุบันในภาพรวมทั้งประเทศ จำนวนคนไข้ในสถานีอนามัยมากที่สุด รองลงมาคือที่อำเภอ และน้อยที่สุดคือที่จังหวัด จึงชัดเจนว่าการสร้างบริการที่อำเภอและตำบลสามารถสกัดคนไข้ไว้ที่นั่นได้ดี ข้อสำคัญคือประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียทั้งค่าเดินทางและเวลาไปรอรับบริการไกลบ้าน

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันในโรงพยาบาลจังหวัด และในกรุงเทพฯ คนไข้ก็ยังแออัดมาก ทางแก้คือต้องกระจายความเจริญไปหาประชาชนที่อำเภอและตำบล ถ้าขยายบริการในจังหวัดและในกรุงเทพฯ ก็มีแต่จะเพิ่มปัญหาและทำให้ประชาชนต้องลำบากเดือดร้อนในการเดินทางไปรับบริการไกลบ้าน

โครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากการลงทุนผิดที่ และมีลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอาด้วยแล้ว ยังมีการตั้งราคาทั้งอาคารและเครื่องมือแพทย์ไว้สูงเกินสมควรถึง 20-30% รวมทั้งมีการกำหนดให้ซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็นอีกด้วย

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือการออกมาเปิดโปงแฉโพยของชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งสื่อก็เผยแพร่ข้อมูลอย่างกว้างขวางครึกโครม ในที่สุดรัฐบาลก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้

ต้องชื่นชม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ที่กล้าหาญตั้ง นพ.บรรลุ ศิริพานิช มาเป็นประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ โดยต่อมายังได้ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ มาเป็นรองประธานกรรมการด้วย

แม้จะมีเอกสารให้ตรวจสอบมากมาย และมีการสอบพยานถึง 45 ปาก แต่คณะกรรมการสามารถสรุปจัดทำรายงานผลการสอบสวนเสนอต่อนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้ในเวลาเพียง 69 วัน ต้องชื่นชม อภิสิทธิ์ ที่เมื่อรับรายงานแล้วก็ดำเนินการ (Take action) ทันที โดย วิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ได้ “แสดงสปริต” ลาออกในวันรุ่งขึ้น ส่วน รมช.สาธารณสุข อภิสิทธิ์ก็กดดันจนลาออกในสัปดาห์ต่อมา หลังจากนั้น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขต่อมา ได้ยึดถือรายงานการสอบข้อเท็จจริงฉบับนั้นเป็นหลักในการดำเนินงานต่อ ทำให้งบประมาณราว 1.1 หมื่นล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติ สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ของคุณภาพดีในราคาเหมาะสม นอกจากนั้น จุรินทร์ ยังผลักดันนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจนเข้มแข็งขึ้นมาก

การคัดค้านโครงการไทยเข้มแข็งของชมรมแพทย์ชนบท จึงเป็นการระงับยับยั้งความเสียหายจากการดำเนินนโยบายที่ดีแต่ขาดธรรมาภิบาลไว้ได้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนเป็นข่าวครึกโครม จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจ แต่ทำไปโดยยึดคำสอนของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่ว่า

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล