
มองไต้หวันด้วยแว่นสีขาว (3 ): ระบบประกันสุชภาพในไต้หวัน
....นายศาสตรา
ระบบประกันสุขภาพของไต้หวัน จัดว่าเป็นระบบประกันสุขภาพที่ดีเลิศเป็นอันดับสองของโลกรองจากประเทศสวีเดนเท่านั้น แต่ดีกว่าของประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษมาก และดีกว่าประเทศไทยในหลายด้าน โดยมีลักษณะที่ดีเด่นน่าสนใจหลายประการ
ประการแรก ระบบประกันนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2538 ตามพระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Insurance Act 1995) ปัจจุบันครอบคลุมประชากรเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังตกหล่นอยู่บ้างส่วนใหญ่คือประชากรไต้หวันที่ไปทำงานในต่างประเทศ แม้แต่คนต่างชาติที่เข้าไปอยู่ในไต้หวัน หากอยู่นานเกิน 4 เดือน กฎหมายก็กำหนดให้ต้องมีประกันสุขภาพ ทั้งนี้ตอนเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมายนี้ ประชาชนไต้หวันมีประกันสุขภาพครอบคลุมอยู่แล้วร้อยละ 59
ประการที่สอง ก่อนเริ่มระบบประกันสุขภาพในปัจจุบัน ไต้หวันมีระบบประกันสุขภาพที่หลากหลาย กล่าวคือมีการเก็บเบี้ยประกันและสิทธิประโยชน์แตกต่างกันและลักลั่นกันมาก คล้ายประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนประกันสุขภาพ 3 กองทุนใหญ่ๆ คือ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีที่มาของรายได้และสิทธิประโยชน์ลักลั่นกันมาก
แต่ระบบปัจจุบันชาวไต้หวันทุกคนอยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพระบบเดียวเท่านั้น ไม่ว่ายากดีมีจนหรือมีตำแหน่งหน้าที่อย่างไร นับว่าประชาชนไต้หวันมีความเท่าเทียมกัน (Equity) อย่างแท้จริงในระบบประกันสุขภาพ
ประการที่สาม ประชาชนไต้หวันสามารถเลือกไปใช้บริการของสถานพยาบาลได้ตามความพึงพอใจ ไม่ต้องไปผ่าน
“แพทย์ประจำครอบครัว” (Family Doctor) อย่างอังกฤษ หรือต้องไปรับบริการตามขั้นตอนในสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลที่เลือกไว้อย่างประกันสังคมหรือโครงการบัตรทองของเราประการที่สี่ ไต้หวันวางระบบให้ประชาชนต้องร่วมจ่าย (Copay) เมื่อไปใช้บริการ โดยกำหนดอัตราร่วมจ่ายในลักษณะจูงใจให้ไปใช้บริการตามลำดับ นั่นคือเมื่อไปรับบริการในฐานะคนไข้นอกกับสถานพยาบาลในพื้นที่ จ่ายครั้งละ 45 เหรียญไต้หวัน คิดง่ายๆ เท่ากับประมาณ 45 บาท ถ้าไปโรงพยาบาลศูนย์โดยสถานพยาบาลในพื้นที่ส่งต่อไป จ่าย 120 บาท ถ้าไปเองจ่าย 210 บาท ถ้าไปโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์จ่าย 180 บาท ถ้าไปเองจ่าย 330 บาท ถ้าไปทำฟันจ่ายครั้งละ 45 บาท ไม่ว่าจะไปรับบริการที่ไหน
อัตราร่วมจ่ายที่กำหนดนี้ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนไต้หวันซึ่งสูงกว่าบ้านเรามาก และไม่เป็นกำแพงขวางกั้น (Barrier) การไปรับบริการแต่อย่างใด โดยประชาชนไต้หวันไปรับบริการจากสถานพยาบาลทุกระดับเฉลี่ยสูงถึงปีละ 12.4 ครั้งในปี 2552 เทียบกับคนไข้ในระบบประกันสุขภาพบ้านเรา ซึ่งไปใช้บริการประมาณปีละ 3 ครั้งเท่านั้น
เมื่อต้องเป็นคนไข้ใน อยู่โรงพยาบาลไม่ถึง 30 วัน จ่ายร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่โรงพยาบาลเรียกเก็บ ถ้าอยู่เกิน 100 วัน จ่ายร้อยละ 30 แต่มีเพดานรวมแล้วไม่เกิน 2.5 หมื่นบาทต่อครั้ง หรือถ้าต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้งในหนึ่งปี ก็จ่ายไม่เกินปีละ 4 หมื่นบาท
ถ้าเป็นคนไข้ที่มีรายได้น้อย หรือคนชายขอบรวมทั้งทหารผ่านศึก และเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ไม่ต้องร่วมจ่าย ไปคลอดบุตรก็ไม่ต้องร่วมจ่าย และกรณีมีโรคระบาดก็ไม่ต้องร่วมจ่าย
ประการที่ห้า ระบบดังกล่าวสามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับบริการได้สูง เพราะ 1) ทุกคนมีหลักประกันว่าจะได้รับการดูแลเมื่อเจ็บป่วย 2) สามารถเลือกไปรับบริการตามความพอใจ โดยแม้ต้องร่วมจ่ายก็อยู่ในอัตราที่สามารถจ่ายได้ และคนยากจนก็ไม่ต้องจ่าย3) เมื่อต้องเข้าเป็นคนไข้ในโรงพยาบาลก็รู้เพดานการจ่าย ไม่ต้องนอนหวาดวิตกว่าบิลค่าโรงพยาบาลจะออกมาเท่าไร 4) ประชาชนพอใจเมื่อไปรับบริการ ไม่ต้องรอนาน เฉลี่ยแล้วสำหรับคนไข้ที่ต้องผ่าตัด ร้อยละ 99 จะได้รับการผ่าตัดภายใน 2 วัน และ 5) ประชาชนทั่วไปพอใจในคุณภาพบริการ
ประการที่หก ระบบประกันสุขภาพของไต้หวันเป็นระบบการประกัน (Insurance) กำหนดให้ประชาชนต้องจ่าย
“เบี้ยประกัน” (Premium) โดยใช้หลัก “เบี้ยประกันอัตราต่ำ” (Low Premium) กำหนดค่าเบี้ยประกันสูงสุดไม่เกินร้อยละ 6 ของรายได้ ตอนเริ่มต้น กำหนดไว้ร้อยละ 4.25 และเพิ่มเป็นร้อยละ 4.55 เมื่อปี 2545 (7 ปี หลังเริ่มโครงการ) อัตราดังกล่าวนี้คิดจากทุกคน แต่ทุกคนไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน โดยกลุ่มข้าราชการ เกษตรกร ครูและลูกจ้างโรงเรียน เอกชน รัฐบาลช่วยร้อยละ 70 จ่ายเองเพียงร้อยละ 30 ของอัตรา 4.45 % ลูกจ้างเอกชน รัฐจ่ายร้อยละ 10 นายจ้างจ่ายร้อยละ 60 ลูกจ้างจ่ายร้อยละ 30 ทหาร ทหารผ่านศึก คนจน รัฐจ่ายให้หมด สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ต้องจ่ายเองทั้งหมดอัตราค่าเบี้ยประกัน ซึ่งกำหนดไว้ตามหลัก
“เบี้ยประกันอัตราต่ำ” โดยกฎหมายกำหนดเพดานสูงสุดไม่เกินร้อยละ 6 ปัจจุบันเก็บร้อยละ 4.55 แต่รัฐและนายจ้างจ่ายให้เป็นส่วนใหญ่ ประชาชนทั่วไปจึงต้องแบกรับในอัตราไม่สูงในด้านค่าใช้จ่ายไต้หวันสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ก่อนเริ่มระบบประกันถ้วนหน้าในปี 2538 ตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไต้หวัน เมื่อปี 2536 อยู่ที่ร้อยละ 4.75 ของจีดีพี เมื่อปี 2550 ขยับขึ้นไปเป็นร้อยละ 6.1 ซึ่งยังต่ำกว่าของอังกฤษ แต่ประสิทธิภาพสูงกว่าและไม่ถึงครึ่งของสหรัฐซึ่งใช้เงินไปกว่าร้อยละ 16 ของจีดีพีแล้ว จึงน่าสนใจว่าไต้หวันทำได้อย่างไร







