posttoday
บึ้ม! สะเทือนพรก. กระทบชิ่งปรองดอง

บึ้ม! สะเทือนพรก. กระทบชิ่งปรองดอง

27 กรกฎาคม 2553

เหตุระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชดำริ จนมีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 8 คน เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่สามารถหา“ต้นตอ” หรือรู้วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แต่ถือเป็นสัญญาณ “ความรุนแรง” ที่ยังไม่จางหายไปจากสังคมไทย

เหตุระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชดำริ จนมีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 8 คน เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่สามารถหา“ต้นตอ” หรือรู้วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แต่ถือเป็นสัญญาณ “ความรุนแรง” ที่ยังไม่จางหายไปจากสังคมไทย

โดย ทีมข่าวการเมือง

ยิ่งครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางกรุงแบบอุกอาจในช่วงเวลาเย็น ที่มีประชาชนผู้สัญจรไปมาและรอรถโดยสารประจำทางอยู่บริเวณหน้าห้างเป็นจำนวนมาก ยิ่งสะท้อนถึงเป้าหมายหวังสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง

แน่นอนว่าสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลตัดสินใจยังคงไว้ในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจนิ่งนอนใจกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

บึ้ม! สะเทือนพรก. กระทบชิ่งปรองดอง

ความรุนแรงครั้งนี้ จึงช่วยตอกย้ำในสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงออกมายืนยันถึงความไม่สงบและกระบวนการสร้างความปั่นป่วน จนทำให้รัฐบาลไม่อาจตัดใจยอมทำตามเสียงเรียกร้องในการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับถูกตั้งข้อสังเกตว่า เหตุระเบิดครั้งนี้ “บังเอิญ” เกิดขึ้นในจังหวะที่มีเสียงเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินดังขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเสียงที่มาจาก อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป

“ผู้ก่อเหตุน่าจะต้องการให้เกิดสถานการณ์เพื่อปรากฏเป็นข่าว ซึ่งเข้ากับจังหวะเวลาที่รัฐบาลต้องการคงการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. เป็นเวลา 2 เดือน”

ข้อสังเกตตามถ้อยแถลงของพร้อมพงศ์นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กลับไปตรงกับที่บางฝ่ายมองถึงความบังเอิญครั้งนี้ว่า อาจต้องการอาศัยสถานการณ์ความรุนแรงเป็นใบเบิกทางในการคงมาตรการรักษาความสงบที่มีอยู่

ยิ่งเหตุบึ้มที่เกิดขึ้นในระยะหลังมักจะมาในจังหวะเดียวกับที่สังคมกำลัง “จับจ้อง” ไปยังการคงอยู่ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เชื่อว่าจะเป็นตัวฉุดความน่าเชื่อถือ ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว และความมั่นใจในการลงทุนของต่างชาติ

แม้แต่เมื่อครั้งระเบิดรถเงาะข้างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การจัดฉากเพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วยกระแสข่าว “มิสเตอร์พี” กับเป้าหมายการเอาชีวิต “เนวิน ชิดชอบ” แม้ภายหลังจะนำมาสู่การจับตัว “กอบชัย บุญปลอด (อ้อ)” และ วริศรียา บุญสม (อ้าย)
และปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อพูดถึงการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว มักถูกมองต่อไปยังเรื่อง “งบประมาณ” สำหรับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งฝ่ายค้านเคยออกมาตั้งเป้าโจมตีการใช้งบก้อนโต โดยเฉพาะช่วงสลายการชุมนุม

มองอีกชั้นหนึ่ง...ใช่ว่าการสร้างสถานการณ์เพื่อคงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปจะเป็นประโยชน์ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว เพราะยิ่งรัฐบาลยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปนานเท่าไหร่ ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลเท่านั้น

โดยเฉพาะท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นและยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หนำซ้ำยังมีแรงกดดันจากต่างประเทศที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการโดยมีเป้าหมายจีดีพี 6.5-7.5% เป็นเดิมพัน

ดังนั้น ข้อสันนิษฐานที่ว่า “น่าจะเป็นฝีมือของผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างสถานการณ์” ในความเห็นของ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 จึงไม่สามารถระบุได้ว่า เหตุระเบิดที่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน กับการหวังผลจากความไม่สงบที่เกิดขึ้น

ยิ่งพิจารณาจากผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ที่ระบุว่าระเบิดที่ใช้ก่อเหตุเป็นแบบ M67 แต่ดัดแปลงจากระบบขว้างที่ใช้ปกติมาเป็นการต่อวงจรชนวนใหม่ด้วยนาฬิกาเพื่อจุดระเบิด ซึ่งจะต้องเป็นคนที่มีความรู้พอสมควร

อีกทั้งยังเคยพบการต่อระเบิดแบบนี้มาแล้ว 2 ครั้งในพื้นที่ สน.โคกคราม เมื่อวันที่ 14 พ.ค. และพื้นที่ สน.นางเลิ้ง ในวันที่ 3 เม.ย. 2553 แต่เนื่องจากตรวจพบและสามารถทำลายได้ก่อนจึงไม่เกิดระเบิด ทว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้วางระเบิดครั้งนี้ใช่ชุดเดียวกับที่ก่อเหตุ 2 ครั้งที่ผ่านมาหรือไม่

ระหว่างนี้จึงต้องรอการตรวจสอบจากพยานหลักฐานที่ได้จากที่เกิดเหตุ และได้จากภาพกล้องวงจรปิด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ทราบบุคคลต้องสงสัยบางกลุ่มแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน ขณะที่รัฐบาลยังคงรักษาท่าทีต่อการตัดสินใจคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป หรือไม่อย่างไร

แต่สิ่งที่สำคัญเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องการออกมาโยนความผิดให้กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐที่โยนว่าเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้าม หรือไปมองว่าเป็นฝ่ายรัฐสร้างสถานการณ์เพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และรัฐบาลจำเป็นจะต้องคุมเข้มจุดเสี่ยงเพื่อป้องกันการซ้ำเติมสถานการณ์

ที่สุดแล้วอานุภาพของแรงระเบิดลูกนี้จึงเป็นมากกว่าการสร้างสถานการณ์ แต่อาจลุกลามบานปลายเป็นชนวนสร้างความแตกแยกในสังคม ที่หากจัดการดูแลไม่ดีอาจจะลุกลามขยายผลรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

กลายเป็นชนวนขัดขวางกระบวนการปรองดอง สร้างสมานฉันท์ ที่รัฐบาลพยายามปลุกปั่น งานนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดมากไปไกลกว่าแค่เรื่อง “สร้างสถานการณ์“ และหาทางป้องกันก่อนที่ทุกอย่างจะลุกลามจนยากจะแก้ไข

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท