posttoday
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.9)

พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.9)

17 มกราคม 2559

เรื่องฐานความรู้ (หลักวิชา) ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมมังคลาจารย์ วิ.(หลวงพ่อทอง)

โดย...90 ปี พระธรรมมังคลาจารย์ วิ.

เรื่องฐานความรู้ (หลักวิชา) ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมมังคลาจารย์ วิ.(หลวงพ่อทอง) วัดพระธาตุศรีจอมทอง ฉบับนี้ จะกล่าวถึงความคืบหน้าต่อจากฉบับที่แล้ว ซึ่งเป็นผลงานของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก) ที่ศึกษาจากสหภาพเมียนมา และกลับมาเป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

พระธรรมธีรราชมหามุนี

สำหรับประวัติโดยย่อของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.9) ปรากฏในคำนำของหนังสือวิปัสสนากรรมฐานที่ท่านประพันธ์ (2552 : คำนำ) ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์สอนที่วัดมหาธาตุ มาตั้งแต่กลับจากเมียนมา เป็นผู้กระทำให้วิปัสสนาเป็นที่สนใจในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

กระทั่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ต้องบอกบุญสร้างห้องกรรมฐานรอบพระวิหารของวัดพระมหาธาตุ เป็นจำนวนกว่า 100 ห้อง สำหรับใช้ปฏิบัติกรรมฐาน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จมาขอกรรมฐานเป็นการส่วนพระองค์กับพระธรรมธีราชมหามุนี เช่นเดียวกับพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็ได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับพระธรรมธีรราชมหามุนี และท่านได้บันทึกรับรองว่า วิธีสอนวิปัสสนากรรมฐานของพระธรรมธีรราชมหามุนี ถูกต้องตามร่องรอยในมหาสติปัฏฐานสูตรทุกประการ

สำหรับพระภิกษุสงฆ์จากหัวเมืองที่มาเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หลังจากปฏิบัติได้ผลดีแล้ว ส่วนมากจะเข้ารับการอบรมฝึกฝนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐาน และกลับไปสอนกรรมฐานยังหัวเมืองต่างๆ ทำให้สำนักวิปัสสนากรรมฐานเกิดมีขึ้นเป็นลำดับ ตลอดจนในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้น ใน พ.ศ. 2508 ได้มีจัดตั้งวัดไทยขึ้นในกรุงลอนดอน ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “วัดพุทธปทีป” พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเปิดป้ายชื่อวัด เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2509 วัดพุทธปทีปนับเป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอังกฤษ และซีกโลกตะวันตก

พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.9) ได้ละสังขารลงในวันที่ 30 มิ.ย. 2531 ท่านเปรียบความสำคัญของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แบบพองหนอ-ยุบหนอ (อ้างในพัชรินทร์ พรชัยสำเร็จผล, 2552 : 49) ว่า “...อุปมาเหมือนการเติมน้ำมันรถ สำหรับการเจริญวิปัสสนา การกำหนดในอิริยาบถน้อยใหญ่เป็นการทำลายกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน เพราะเหตุดังกล่าว คำบริกรรมพองยุบจึงมีประโยชน์ช่วยให้จิตจดจ่อมาก และสามารถบรรลุมรรคผลนิพพาน...”

สรุปแล้วการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบพองหนอ-ยุบหนอนี้ สืบทอดมาจากอินเดียโบราณ ราว พ.ศ. 235 ต่อมาเจริญรุ่งเรืองในประเทศเมียนมา เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 25 มีพระวิปัสสนาจารย์ พระมิงกุล เชตะวัน สยาดอ หรือ ภัททันตะนารทเถระ และศิษย์ ได้แก่ มหาสีสยาดอ เป็นกำลังสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ภายหลังเมื่อพระพุทธศาสนามั่นคงในประเทศเมียนมาดีแล้ว การวิปัสสนาแนวนี้จึงแผ่เข้าสู่ประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) เมื่อราวปี 2496 โดยมีพระภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ (ประเทศเมียนมา) และพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ (ประเทศไทย) ท่านจึงเป็นกำลังหลักในการเผยแผ่ความรู้ด้วยการวิปัสสนากรรมฐานแบบพองหนอ-ยุบหนอ จนได้รับความสนใจจากประชาชนป็นอย่างมาก

ปัจจุบันพระธรรมมังคลาจารย์ วิ. เป็นพระวิปัสสนาจารย์แนวพองหนอ-ยุบหนอ รูปสำคัญของประเทศไทยและประเทศเมียนมา

1.2 พอง-ยุบ

พองหนอ-ยุบหนอนี้ พระมหาสีสยาดอ แสดงไว้ในวิสุทธิญาณกถา ยกมาอ้างโดย พระภัททันตะ อาสภมหาเถระ ว่า “โยคีบุคคลเมื่อนั่งลงแล้ว ในบริเวณท้องนั้น อัสสาสะปัสสาสะ วาโยธาตุ เป็นเหตุเป็นปัจจัย วาโยโผฏฐัพพะรูปนี้ปรากฏชัดเจนอยู่เสมอ ในขณะนั้นพึงตั้งสติกำหนดเจริญวิปัสสนาภาวนา ว่า พองหนอ-ยุบหนอ” ดังนี้

พระเทพสิทธิมุนี หรือต่อมาคือพระธรรมธีรราชมหามุนี (ญาณสิทฺธิเถร ) (2546 : 21-22) ได้ชี้ให้เห็นว่า พองหนอ-ยุบหนอ นั้นยังปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 12 หน้า 103 บรรทัดที่ 18 อีกด้วยว่า “โส สโต ว อสฺสสติ สโต ว ปสฺสสติ” ส่วนคำว่าหนอนั้นปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ 10 หน้า 181 แปลมาจากภาษาบาลี ว่า “วต” บทนี้ พระภิกษุสามเณรได้ใช้ชักผ้าบังสุกุลอยู่เสมอ ดังว่า “อนิจจา วต สงฺขารา” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” ดังนี้เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์