
ว่าด้วยกว๋อซือ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่แผ่นดินไทยเกิดความไม่ลงรอยกันในเรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์ บันทึกที่น่าจะเก่าแก่ที่สุดคือตำนานมูลศาสนา
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่แผ่นดินไทยเกิดความไม่ลงรอยกันในเรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์ บันทึกที่น่าจะเก่าแก่ที่สุดคือตำนานมูลศาสนา เล่าว่าที่อาณาจักรเชียงใหม่เคยมีการเผชิญหน้าระหว่างนิกายสวนดอกกับนิกายป่าแดง จนถึงขั้นแต่งเรื่องขึ้นโจมตีกันว่าประมุขของอีกฝ่ายเป็นอลัชชีบ้าง ตายไปเป็นเปรตบ้าง พากันเข้าหาพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงเข้าข้าง ซึ่งบางพระองค์ก็เข้าข้างฝ่ายหนึ่งจนเรื่องโกลาหล บางพระองค์ก็พยายามไกล่เกลี่ยจนเรื่องซาลง
ในสมัยกรุงเทพฯ ก็มีกรณีแคนดิเดตสมเด็จพระสังฆราชมีเรื่องอื้อฉาว เมื่อคราวสมเด็จพระสังฆราช (มี) สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เดิมจะทรงแต่งตั้งสมเด็จพระพนรัตน (อาจ) วัดสระเกศ ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ยังไม่ทันจะตั้งก็มีโจทก์ฟ้องกล่าวอธิกรณ์สมเด็จพระพนรัตนว่าชอบหยอกเอินศิษย์หนุ่ม เมื่อสอบสวนแล้วต้องอธิกรณ์ไม่ถึงเป็นปาราชิกจึงเป็นแต่ให้ถอดเสียจากตำแหน่งพระราชาคณะ และเนรเทศให้ไปอยู่วัดไทร ซึ่งเป็นวัดบ้านนอกกลางทุ่งห่างไกล
ยุคใกล้กว่านี้ก็มีคณะปฏิสังขรณ์พระศาสนา 2477 เป็นความเคลื่อนไหวของพระสงฆ์หนุ่มฝ่ายมหานิกาย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ไม่พอใจกับอิทธิพลของธรรมยุติกนิกาย และคัดค้านการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน คือ ธรรมยุตถูกมองเป็นนิกายของ “เจ้า” และยังปกครองมหานิกายได้ แต่มหานิกายกลับปกครองธรรมยุตไม่ได้ รวมถึงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ยังไปอยู่ในฝ่ายธรรมยุตเสียมาก ทั้งๆ ที่มหานิกายมีจำนวนสงฆ์มากกว่า คณะนี้ถูกปราบลงอย่างรวดเร็วแต่จะว่าไปแล้วปัญหาจากยุคคณะปฏิสังขรณ์ฯ ก็ยังลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้
จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งเรื่องนิกายกับการแต่งตั้งประมุขสงฆ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสยามประเทศ แต่ใช่ว่าควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นอีก จะทำเช่นไรขึ้นขอให้ขึ้นกับท่านผู้มีอำนาจรับผิดชอบก็แล้วกัน
ในแถบจีน เกาหลี ญี่ปุ่น มีความขัดแย้งระหว่างคณะสงฆ์อยู่บ่อยครั้งเช่นกัน และมีประสบการณ์ของการบริหารตำแหน่งสังฆราชไม่สู้ดีนัก ทำให้เกิดผลสะเทือนต่อพุทธจักรจนถูกกวาดล้างอย่างหนักก็มีมาแล้ว
ในประเทศแถบนี้ก็มีตำแหน่งใกล้เคียงกับสังฆราชเรียกว่า กว๋อซือ (&>2283;&>4107;) แปลตรงตัวว่า ครูบาอาจารย์ของแผ่นดิน แปลอย่างนัยประหวัดคือสมเด็จสังฆราชนั่นเอง เพราะแต่งตั้งโดยพระเจ้าแผ่นดิน ให้มีฐานันดรสูงสุดในบรรดาสงฆ์ด้วยกัน ตำแหน่งนี้มีอยู่ในจีนและเกาหลี (เรียกว่า กุกซา) มักตั้งให้กับพระสงฆ์ที่มีคุณธรรมสูง มีปัญญาปราดเปรื่องในทางพระศาสนา เช่น พระเจ้าเหวินเซวียน แห่งราชวงศ์เป่ยฉี แต่งตั้งพระฝ่าฉางเป็นสังฆราชองค์แรกในประวัติศาสตร์ หลังสดับท่านแสดงธรรมเทศนาเรื่องมหาปรินิรวาณสูตรแล้วเกิดศรัทธาลึกซึ้ง
ตอนแรกกว๋อซือมีบทบาทเฉพาะทางธรรม ตอนหลังเป็นที่ปรึกษาด้านการบ้านการเมืองด้วย อย่างที่หนังจีนชอบเรียกว่าราชครู เช่น พระฝ่าจั้ง เป็นสังฆราชสมัยพระนางบูเช็กเทียน องค์นี้เก่งครบสูตรทั้งทางธรรม ทางปาฏิหาริย์ และทางโลก
อย่างไรก็ตาม สมัยพระเจ้าถังอู่จง พุทธจักรไปวุ่นวายกับทางโลกมากไป ทั้งยังสะสมทรัพย์จนมั่นคง ฮ่องเต้จึงทรงกวาดล้างพุทธศาสนาจนแทบสิ้นจากแผ่นดิน
ในสมัยราชวงศ์หยวน ตำแหน่งกว๋อซือพัวพันการเมืองมากเข้าไปอีก โดยพระเจ้าหยวนซื่อจู่พระราชทานสมณศักดิ์กว๋อซือให้ประมุขพระลามะนิกายหมวกแดง (นิกายสะจะ) ของทิเบต ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นทั้งราชครู ผู้นำรัฐบาลทิเบต และสังฆราชปกครองทั้งอาณาจักรหยวนในเวลาเดียวกัน นับว่ามีอิทธิพลสูงส่งมาก และฮ่องเต้ให้ความเคารพอย่างยิ่งถึงขนาดทรงประทับร่วมพระที่นั่งกับพื้นราบในระดับเสมอกัน
แต่ตำแหน่งนี้ในยุคราชวงศ์หยวนมีภาพลักษณ์ด้านลบ เพราะนิกายลามะเกี่ยวพันกับพิธีกรรมลี้ลับ จะเห็นว่าในนิยายกำลังภายในมักมีลามะรับบทเป็นตัวร้าย ฉ้อฉล หรือมีอำนาจบารมีมาก เพราะความไม่พอใจที่พวกมองโกลตั้งพระทิเบต คุมสังฆมณฑลจีนทั้งหมด ยังไม่นับที่พวกทิเบตร่วมมือกับมองโกลทารุณชาวฮั่นอย่างหนักในยุคนั้น
ดังนั้น หลังสิ้นราชวงศ์หยวนแล้ว ราชวงศ์หมิงจึงเลิกตำแหน่งกว๋อซือนับแต่นั้นเป็นต้นมา







