
จันทร์โอชาประชาธิปไตย (จบ)
ผู้เขียนเชื่อว่า “ระบอบทหาร” ได้จบลงแล้ว จบลงแล้วตั้งแต่หลัง 14 ต.ค. 2516
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ผู้เขียนเชื่อว่า “ระบอบทหาร” ได้จบลงแล้ว
จบลงแล้วตั้งแต่หลัง 14 ต.ค. 2516
“ระบอบทหาร” (Army Regime) หมายถึงเผด็จการรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเน้นความ “เด็ดขาดอย่างครบวงจร” ที่เรียกว่า “เผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม” ในตำราฝรั่งใช้คำว่า Totalitarianism แปลว่า การมีอำนาจของผู้ปกครองอย่างครบถ้วนเด็ดขาด ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยในทางการเมืองจะควบคุมทั้งรัฐสภา รัฐบาล และศาล ส่วนในทางเศรษฐกิจก็ควบคุมทั้งระบบการเงินการธนาคาร การค้าการส่งออก การผลิตและการบริโภค ส่วนในทางสังคมก็ควบคุมชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีทั้งหลาย
ระบอบนี้ที่เห็นกันอยู่ในโลกปัจจุบัน ก็คือ ระบอบคอมมิวนิสต์ ระบอบที่ใช้ศาสนานำการเมือง ระบอบเผด็จการในบางประเทศ รวมทั้งระบอบทหารโดยส่วนใหญ่ อย่างที่ประเทศไทยก็เคยมีในยุคหลังปี 2475 จนถึงยุคสฤษดิ์และถนอม ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยน้ำมือของนักศึกษาและปัญญาชนในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 นั้น
การที่ผู้เขียนเชื่อว่าระบอบทหารของไทยได้สิ้นสุดลงแล้วหลังเหตุการณ์ 4 ต.ค. 2516 ก็เพราะ “การปรับแปร” บทบาทของทหารภายหลังเหตุการณ์ในครั้งนั้น (การปรับแปรใช้ในความหมายภาษาอังกฤษว่า Adaptation คือ สิ่งนั้นภายในยังคงสภาพเดิมแต่ปรับแต่งบางสิ่งบางอย่างภายนอกให้ดูแตกต่าง ซึ่งไม่เหมือนกับคำว่า “เปลี่ยนแปลง” ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Change ที่เป็นการเปลี่ยนไปทั้งหมดทั้งภายนอกภายใน) ที่ปรากฏออกมาใน 3 ภาพใหญ่ๆ คือ
ภาพแรก “ลับลวงพราง อยู่ข้างหลัง คอยวันโผล่หน้า” หลังเหตุการณ์ 4 ต.ค. 2516 ทหารได้รับรู้ว่า “คนไทยจำนวนหนึ่งไม่ชอบทหารเพียงไร” (ขนาดที่ว่าทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงานต้องแต่งตัวเป็นพลเรือนแล้วไปเปลี่ยนใส่เครื่องแบบเอายังที่ทำงาน) ในระยะแรกทหารก็พยายามเก็บตัว นายทหารใหญ่ก็ไม่ออกตัวมาเป็นข่าว พร้อมกันนั้นก็ทำการฟื้นฟูกองทัพ โดยนายทหารกลุ่มใหม่ได้ขึ้นมามีอำนาจแทนที่กลุ่ม “ถนอม-ประภาส” แล้วแอบให้การสนับสนุนทางการเมืองกับพรรคการเมืองบางพรรค เพื่อสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและรอจังหวะโค่นรัฐบาล รัฐบาลสมัยนั้นที่นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงประกาศยุบสภาในตอนต้นปี 2519 แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 4 เม.ย. แต่ทหารก็ชนะ เพราะสามารถทำให้นายกฯ คึกฤทธิ์แพ้ได้ เพราะมาลงเลือกตั้งในเขตดุสิตที่เป็นเขตทหาร จากนั้นก็วางยุทธศาสตร์ “ขวาพิฆาตซ้าย” ใส่ร้ายนักศึกษาและปัญญาชน รวมถึงนักการเมืองที่ไม่ลงรอยกับทหาร กระทั่งสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ในการรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519
ภาพต่อมา “สร้างภาพประชาธิปไตย สมัครรักใคร่กับทุกฝ่าย” หลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ทหารพยายามสร้างบทบาทใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า “ยังเติร์ก” ที่มีการจัดตั้ง “กลุ่มทหารประชาธิปไตย” ผลักดันนายทหารที่มีภาพลักษณ์ดีบางคนอย่างออกหน้า ในขณะที่ทหารก็ควบคุมการเขียนรัฐธรรมนูญ จนสำเร็จในปี 2521 ซึ่งให้อำนาจแก่ทหารและข้าราชการที่จะถูกแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยมีอำนาจพอๆ กันกับนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
เราจึงเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “ฉบับครึ่งใบ” และพอมีเลือกตั้งในปี 2522 แล้ว ทหารก็แบ่งเป็น 2 ขั้ว โดยกลุ่ม “ทหารแก่” หรือคณะรัฐประหาร ได้หนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงสั้นๆ เพราะในตอนต้นปี 2523 กลุ่มยังเติร์กได้หนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมาแทน โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใหญ่ๆ อย่างท่วมท้น และครองอำนาจมาอย่างยาวนานถึง 8 ปีกว่า ก่อนที่ “ป๋าจะเบื่อ” ขอไม่เป็นนายกฯ อีกหลังการเลือกตั้งในปี 2531 แต่ก็สามารถกลับคืนมามีอำนาจอีกในเดือน ก.พ. 2534 ที่ รสช.โค่นล้มบุฟเฟ่ต์คาบิเนตของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
ภาพสุดท้าย “อัศวินม้าขาวยุคใหม่ ประชาธิปไตยแบบยืดหยุ่น” อย่างที่ได้กล่าวมาในตอนที่แล้วว่า หลังการรัฐประหาร 23 ก.พ. 2534 คนไทยที่เกลียดการคอร์รัปชั่นอย่างโจ๋งครึ่มของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ครั้นพอเห็นทหารมากำจัดนักการเมืองกลุ่มดังกล่าว ก็แสดงอาการลิงโลด (อย่างที่ผู้เขียนและคนที่ติดตามการเมืองไทยจำนวนมากไม่เคยเห็น) ออกมาต้อนรับอย่างเอิกเกริก แต่แล้ว รสช.ก็ถูกนักการเมืองกลุ่มเดิมนั่นแหละ “ครอบ” จน “เสียทหาร” เพราะคิดสืบทอดอำนาจในการเลือกตั้งตอนต้นปี 2535 ในขณะที่นักการเมืองที่นำโดยนายทหารที่มาลงเลือกตั้ง คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (เข้าใจว่าแกออกมานำในฐานะ “หุ่นเชิด” ของนายทหารรุ่นน้องตามปกติ) และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ออกมาต่อต้าน จนเกิดเหตุจลาจลในตอนกลางเดือน พ.ค.ปีนั้น จากนั้นประเทศไทยก็เข้าสู่โหมด “ปฏิรูป” สร้างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปนี้ขึ้นมาจนสำเร็จเป็นฉบับปี 2540 มีการตั้งองค์กรอิสระและกลไกต่างๆ อย่างมากมาย โดยคาดหวังว่าจะ “ป้องกันและกำจัดคนชั่วและความชั่ว” ทางการเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตได้ แต่พอมาได้เจอกับ “มารการเมืองคลื่นลูกที่สาม” สังคมก็ได้เห็นทันทีว่า “ซาตาน (การเมือง) ไม่มีวันตาย”
การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก็เป็นอีกความหวังหนึ่งของคนไทย ที่ “เพ้อ” ไปว่าทหารจะจัดการกับซาตานนั้นได้ แต่ก็ได้เห็นว่าทหารยุคใหม่นี้ “โนวอเตอร์เมดดิซีน” เพียงไร (ถึงขั้นถูกเรียกเป็นทหารไตพิการ “ปัสสาวะไม่สุด”) แม้ว่านายทหารที่ทำการรัฐประหารจะผันตัวเองมาเล่นการเมืองแล้วพยายามเสนอกฎหมายสร้างความปรองดอง แต่โดยเหตุที่สังคมไทย “หมดความเชื่อถือ” ทหารไปแล้ว จึงเห็นเป็นแค่ “ปาหี่” ที่ทำเพื่อ “แก้เขิน” ให้กับตัวเองเท่านั้น
ยุคต่อไปคือยุคของ “จันทร์โอชาประชาธิปไตย”
43 ปี หลัง 14 ต.ค. 2516 ที่ระบอบทหารได้จบสิ้นไป ทหารต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับทหาร เพราะถ้าใช้ความเด็ดขาดมากไปก็จะสร้างศัตรูมากมาย แต่ถ้าผ่อนปรนมากไป ก็จะเป็น “ทหารบ่มิไก๊”
ผู้เขียนจะไม่แนะนำว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรจะทำอะไรกับการสร้างประชาธิปไตยในยุคนี้ เพราะที่กำลังพยายามทำคือเขียนรัฐธรรมนูญ ก็ดูจะไม่เป็นที่น่าเชื่อถือเท่าไหร่นัก ถึงขนาดที่หลายๆ คนปรามาสว่า แค่เรื่องเล็กๆ อย่างเขียนรัฐธรรมนูญยังทำไม่สำเร็จ แล้วถ้าเกิด “เรื่องใหญ่ๆ” (ที่เป็นเหตุในการ “อยู่นาน” ของทหาร) ทหารจะ
“เอาอยู่” หรือ
บางที “จันทร์โอชาประชาธิปไตย” อาจกลายเป็น “ประยุทธ์เบ็ดเสร็จนิยม”







