
อย่าแค่เท่าทัน เทคโนโลยี
นักวิชาการเห็นว่าประเทศไทยควรนำการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งมีตลอดเวลามาใช้ให้เกิดประโยชน์
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
นักวิชาการเห็นว่าประเทศไทยควรนำการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งมีตลอดเวลามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่คอยแต่รับเทคโนโลยี แต่ไม่รู้จักใช้
ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในบางครั้งมีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่เราอาจไม่รู้ และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด แต่สักพักก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ ไม่มีความลับต่อกัน เพราะการไม่มีความลับต่อกัน จะสร้างความน่าเชื่อถือให้เพิ่มขึ้น ส่วนใครจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอด เป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เช่น ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา มีประโยชน์ทำให้เรารู้ว่า อากาศเย็นลง ฝนตก เป็นข้อมูลที่เปิดและเป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือข้อมูลการจราจรที่เราเห็น แดง เขียว ส้ม ก็เป็นข้อมูลที่เปิด แล้วแต่ว่าใครจะมองในมุมธุรกิจ มุมสังคมที่ทำให้เกิดประโยชน์
ศรัณย์ กล่าวว่า การเติบโตทางเทคโนโลยีในบ้านเรานั้นหลายเรื่องต้องไปด้วยกัน บางเรื่องเกี่ยวข้องกับรัฐบาล บางเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งที่ตัวเองมี ว่าจะได้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจมากน้อยแค่ไหน และสังคมได้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่
"ไม่อยากให้เรารับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ในทางกลับกันจะต่อยอดอย่างไรเพื่อทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทั้งมูลค่าในเชิงสังคม หรือในเชิงเศรษฐกิจก็ได้ หรือทำให้ประเทศเดินต่อไป ไม่อย่างนั้นเราจะซื้อตลอด สังคมไทยอย่ารับอย่างเดียว อย่าแค่เท่าทัน แต่อยากให้เข้าใจ แล้วหาทางว่าจะทำอะไรกับเทคโนโลยี
"อย่างในบ้านเราเองเริ่มมีการใช้พลังงานไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า มันค่อยๆ เข้ามา โดยต้องมองในแง่ว่าคนอยากใช้หรือไม่ สมมติบอกว่ามีรถไฟฟ้าขาย ก็ต้องคิดว่าซื้อมาแล้วไฟบ้านจะเพิ่มขึ้นไหม ค่าบำรุงรักษาจะแพงไหม ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยไหม
"ตรงนี้เป็นเรื่องของการใช้งาน ทุกคนรู้ว่ามันประหยัดและสะอาด แต่เราเป็นคนจ่ายเงิน ผมจึงคิดว่านโยบาย EV น่ะดี ดูแล้วมีแต่เรื่องดีๆ เยอะในแง่ผู้ใช้ ในแง่ระบบสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน คำถามคือจะมีสถานีชาร์จไหม แล้วถ้าระหว่างชาร์จกันเป็นล้านคัน Smart Grid อีกแล้ว มีปัญหาอีกหรือเปล่า”
ศรัณย์ ยังระบุอีกว่า รัฐบาลอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีต่างๆ ภายในระยะเวลา 1 ปี อย่างรถบัสไฟฟ้า ในต่างประเทศเริ่มพูดถึง พยายามจะให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจต้องใช้เวลาที่จะให้เกิดการยอมรับจริงๆ
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานก็สำคัญ ระบบบริหารพลังงานก็สำคัญ บ้านเราถ้ารัฐบาลขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ อาจเห็นรถบัสไฟฟ้าวิ่งในประเทศ ส่วนรถเก๋งไฟฟ้าก็เริ่มมีให้เห็น เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพราะเริ่มมีผู้ประกอบการในไทยผลิต ถือว่าเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ชัดเจนขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเทคโนโลยีถูกพัฒนาตลอดเวลา ส่วนเราจะเห็นเทคโนโลยีเกิดขึ้นเมื่อใด ขึ้นอยู่กับบริบทและคน บริบทนั้นหมายถึงกระบวนการใช้งาน เช่น เรื่องต้นทุน ถือว่าสำคัญมาก ถึงแม้เทคโนโลยีจะสูงส่งสวยงามแค่ไหนคนก็ไม่นิยมอยู่ดี และเทคโนโลยีนั้นจะหายไป
“ตัวอย่างเช่น เรื่อง Deep Learning บางคนใช้ของ Machine Learning จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยได้ยินคำว่า AI (Artificial Intelligence) เรื่องเก่ามาก คนก็รู้จักกันในวงจำกัด อยู่ๆ มาวันหนึ่งมีคนเริ่มพูด Open AI, data analytics, machine learning มากขึ้น
"เพราะว่าทุกอย่างมันเริ่มเอื้อกันหมด ฮาร์ดแวร์ วงจรต่างๆ มันเริ่มเล็กลง ถูกลง โดยประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ มันเลยเอื้อกันหมดเลย บางอย่างถ้าย้อนอดีตไปไม่เห็นเคยรู้จักเลย AI อยู่ๆ ผ่านมา 10 ปี ก็มีคนพูดถึง คนก็นึกว่ามันเป็นของใหม่ ซึ่งมันค่อยๆ เขยิบมาเรื่อยๆ บางทีโผล่ๆ หายๆ แล้วก็มาจังหวะนี้พอดีมีทั้งเฟซบุ๊ก กูเกิล อยู่ๆ มันดังขึ้นมา” ศรัณย์ กล่าว
สำหรับเทคโนโลยีที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตคือ software defined x บางคนอาจเรียก software defined network บางคนเรียก software defined systems เป็นฮาร์ดแวร์ที่ฉลาด คือสามารถใส่ซอฟต์แวร์เข้าไปให้เรากำหนดให้มันทำแบบนี้ๆ เช่น network เดี๋ยวนี้ อุปกรณ์หรือ network สามารถใช้โปรแกรมสั่งงานได้ ให้ผู้ใช้จัดการบางอย่างได้ กำหนดเองได้
ผู้อำนวยการเนคเทคย้ำว่า เทคโนโลยีที่เด่นชัดมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น หากมองในเชิงสังคม เรื่องการเปิดข้อมูล หรือ open data ซึ่งเป็นนโยบายระดับโลก ที่หลายๆ รัฐบาลเริ่มมองเห็นผลบางอย่าง ความหมายคือ ทุกคนเห็นข้อมูลกันหมด เป็นสิ่งที่เปิดเผยได้ ไม่ละเมิดสิทธิ และข้อมูลนี้สามารถนำมาทำอะไรได้อีกมาก ทั้งในเชิงนโยบาย และในเชิงธุรกรรม
“โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว เป็นทั้งตัวคน เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้อง และเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้วย ทุกอย่างมันเชื่อมกันอยู่ ไม่อย่างนั้นจะขับเคลื่อนไปไม่ได้” ศรัณย์ กล่าว







