
วาระนายกฯ4ปี ติดอาวุธองค์กรอิสระ
การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ณ โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ณ โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี ในช่วงค่ำของเมื่อวันที่ 14 ม.ค. จนมาถึงเมื่อวันที่ 15 ม.ค.เป็นอีกครั้งที่มีการพิจารณาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องสำคัญ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และองค์กรอิสระ ซึ่งถือว่ามีการปรับเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อยู่พอสมควร
คณะ กรธ.ให้นายกรัฐมนตรีมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 8 ปีไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม อันเป็นไปตามหลักการที่มีอยู่เดิมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
ที่ประชุม กรธ.ได้กำหนดแนวทางเกี่ยวกับวาระของนายกฯ ว่า แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นนายกฯ กี่ครั้งแต่หากนับรวมแต่ละครั้งแล้วมีเวลาครบ 8 ปี ก็จะไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้อีก อย่างไรก็ตาม คณะ กรธ.ยังไม่ได้สรุปว่าจะให้มีผลย้อนหลังกับอดีตนายกฯ ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อนแล้วหรือไม่
ส่วนคุณสมบัติของนายกฯ และรัฐมนตรี จะเป็นไปตามคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สส. แต่มีการเพิ่มเติมเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ คือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีต่อสังคม ซึ่ง กรธ.ต้องการให้นายกฯ พิจารณาเลือกรัฐมนตรีจากบุคคลที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เลือกรัฐมนตรีภายใต้ประโยชน์ทางการเมือง
สำหรับอำนาจของ ครม.ยังคงเป็นผู้บริหารสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่คณะ กรธ.ได้วางกรอบการทำงานให้ ครม.ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยนโยบายของ ครม.จะต้องมีความสอดคล้องกับบทบัญญัติในหมวดหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติและสถานะทางการเงินการคลังของรัฐ
จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาในหมวดขององค์กรอิสระ โดยคณะ กรธ.ได้ออกแบบให้องค์กรอิสระทุกองค์กรและศาลรัฐธรรมนูญมีภารกิจร่วมกันคือ การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงงานธุรการขององค์กร รวมทั้ง สส. สว. และ ครม. โดยต้องระบุใหชัดแจ้งว่าการฝ่าฝืนจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง ซึ่งการจัดทำจะต้องรับฟังความคิดเห็นของ สส. สว. และ ครม.ด้วย
มาตรฐานจริยธรรมที่กำหนดให้จัดทำขึ้นนั้นจะมีผลเป็นรูปธรรมผ่านการกำหนดบทลงโทษในลักษณะว่า หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับของมาตรฐานทางจริยธรรมพ้นจากตำแหน่งได้
สำหรับกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระทุกองค์กรจะมาจากคณะกรรมการสรรหาเพียงชุดเดียว หรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการสรรหากลาง” ประกอบด้วย 1.ประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่เป็นประธาน 2.ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
3.ตุลาการในศาลปกครอง ที่ไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 4.บุคคลภายนอกที่มาจากการเลือกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระองค์กรละ 1 คน
ที่สำคัญคณะ กรธ.ได้หลักการในการสรรหาองค์กรอิสระของคณะกรรมการสรรหาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า “หลักเกณฑ์ในการสรรหากรรมการองค์กรอิสระของคณะกรรมการสรรหาต้องคัดสรรให้ได้บุคคลที่มีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม”
นอกจากนี้ การสรรหาบุคคลคณะกรรมการสรรหาจะต้องทำในเชิงรุกด้วยผ่านออกแรงสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมด้วยตัวเองนอกเหนือไปจากการเปิดให้คนที่มีคุณสมบัติมายื่นใบสมัครตามปกติ โดยเมื่อทำการสรรหาเสร็จแล้วจะต้องให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบ
สำหรับการพิจารณาเนื้อหาเกี่ยวกับองค์กรอิสระเป็นรายองค์กรนั้นปรากฏว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) และ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.) เป็นประเด็นที่คณะ กรธ.อภิปรายกันมากที่สุด
อย่างในเรื่องของ กกต. ทาง กรธ.ออกแบบให้มีจำนวน 7 คน มีวาระ 7 ปี แบ่งเป็น กกต.จากกลุ่มนักวิชาการที่ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาจำนวน 5 คน และ กกต.ที่มาจากบุคคลที่เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน
อำนาจของ กกต.ส่วนใหญ่ยังเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ควบคุมทั้งการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว.และการออกเสียงประชามติ แต่มีอำนาจใหม่ที่คณะ กรธ.กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่า “ให้ กกต.แต่ละคนมีอำนาจสั่งระงับ หรือยกเลิกการเลือกตั้ง หรือการออกเสียงประชามติและสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้ง หรือลงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วย โดยให้ กกต.แต่ละคนมีอำนาจกระทำได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด”
ตรงนี้เป็นประเด็นที่ กรธ.หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการให้อำนาจกับแก่ กกต.รายบุคคลมากเกินไป เพราะในบางเรื่อง เช่น การสั่งให้เลือกตั้งใหม่หลายเขตในคราวเดียวกันควรเป็นมติของ กกต. ไม่ใช่ให้เป็นดุลพินิจของ กกต.คนใดคนหนึ่ง แต่ กรธ.อีกบางส่วนเห็นว่าการกำหนดไว้เช่นนี้ จะช่วยให้การขจัดการซื้อเสียงดำเนินการได้ทันกับสถานการณ์ ซึ่งที่สุดแล้วที่ประชุมก็เห็นด้วยกับแนวทางหลัง
ขณะที่บทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช.เฉพาะในส่วนอำนาจหน้าที่ไม่ได้มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีตมากนัก แต่ กรธ.ขยายความให้ ป.ป.ช. ต้องเข้าไปตรวจสอบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม กรธ.ได้อภิปรายว่าที่ผ่านมาการทำงานของ ป.ป.ช.มีความล่าช้า จนมีคดีค้างการพิจารณาจำนวนมาก จึงกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่า ป.ป.ช.มีเวลาพิจารณาคดีมีผู้ร้องเข้ามาเป็นเวลา 1 ปี โดยสามารถขอขยายเวลาเพิ่มเติมได้ครั้งละ 4 เดือน แต่รวมกันไม่เกิน 2 ปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการกรอบเวลาการทำงานของ ป.ป.ช.
ส่วนการประชุม กรธ. ในวันที่ 16 ม.ค.จะเป็นการพิจารณาเนื้อหาในส่วนที่เหลือทั้งหมด เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงบทเฉพาะกาล







