
เศรษฐกิจครึ่งปีแรกอ่อนแรง เร่งหาตัวช่วยก่อนสะดุด
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจปี 2558 ที่ขยายตัวอย่างเก่งได้ 3% ทำให้มีแรงส่งเศรษฐกิจปีใหม่ 2559 ได้น้อย ส่งผลให้การขยายตัวเศรษฐกิจที่คาดว่าจะอยู่ระดับสูง 3.8% เริ่มอ่อนแรงลดลงเรื่อยๆ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้ คือ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกจะหาแรงขับเคลื่อนมาจากไหน เพราะการลงทุนภาครัฐที่จะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจปีนี้ กว่าจะออกโรงได้จริงๆ คาดว่าจะเริ่มได้ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ขณะที่การส่งออกของไทยที่คาดว่าจะดีขึ้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า การส่งออกของไทยอาจจะไม่ขยายตัวเลยสอดคล้องกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ออกมาคาดว่า หากเศรษฐกิจจีนปีนี้ขยายตัวได้ 6% การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้เล็กน้อยแค่ 0.4% เท่านั้น
ส่วนการบริโภคภาคเอกชนก็ยังอ่อนแรง เพราะเงินในกระเป๋าไม่มีจากภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ด ปัญหาภัยแล้ง ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงอย่างน่าใจหาย สำหรับการลงทุนภาคเอกชน ตราบใดที่การลงทุนภาครัฐไม่ขยับ การลงทุนของภาคเอกชนก็ชะลอออกไปก่อนเช่นกัน
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือ การประคับประคองเศรษฐกิจครึ่งปีแรก ให้ยังมีแรงขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้าให้ได้ โดยหวังว่าในครึ่งปีหลังการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่เริ่มทำงานมารับไม้ต่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การหาตัวช่วยเศรษฐกิจครึ่งปีแรกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกระสุนส่วนใหญ่ใช้ไปในการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีที่ผ่านมามากแล้ว ทั้งการเร่งการลงทุนโครงการขนาดเล็กเพื่อยกระดับรายได้ของประชาชนวงเงิน 1.36 แสนล้านบาท มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ มาตรการภาษีท่องเที่ยว มาตรการสินเชื่อซอฟต์โลน 1.5 แสนล้านบาท และมาตรการภาษีช็อปช่วยชาติ ซึ่งมีการประเมินว่า ทำให้เงินสะพัดในเศรษฐกิจเมื่อปลายปี ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่น้อย
สำหรับเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้ ยังได้อานิสงส์ของมาตรการดังกล่าวที่ยังมีผลต่อเนื่องมาบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ยังไม่พอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกให้ขยายตัวตามเป้าหมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลยังต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้ามาเติมพลังให้เศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด
หากดูกำลังของรัฐบาลตอนนี้ การใช้เงินจากงบประมาณมีข้อจำกัดไม่เพียงพอ และต้องเก็บเงินไว้ใช้ในยามที่มีปัญหาเป็นการเร่งด่วน ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยครึ่งแรกยังหนีไม่พ้นมาตรการทางภาษี และมาตรการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
อันดับแรก กระทรวงการคลังออกมาแย้มแล้วว่า จะออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวรอบใหม่ หลังจากรอบเดิมที่ให้นำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท หมดไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการรอบใหม่นี้กระทรวงการคลังยังพิจารณาให้นำมาหักลดหย่อนได้มากกว่า 1.5 หมื่นบาท ซึ่งอาจจะถึง 3 หมื่นบาท ตามที่เอกชนเสนอมา เพราะมาตรการนี้ช่วยให้กระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ดี และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังรอจังหวะออกมาตรการช็อปช่วยชาติรอบสอง หลังจากได้ผลอย่างดีสำหรับรอบแรกที่ให้นำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท โดยช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ของมาตรการนี้มีผลทำให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจถึง 1.5 แสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มขึ้น 0.1-0.2% ต่อปี
จะเห็นว่ามาตรการภาษีทั้ง 2 ตัว กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี ถือเป็นอาวุธสำคัญที่รัฐบาลจะใช้ในการสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก เหลืออยู่ที่จังหวะเวลาของการใช้มาตรการ และความเข้มข้นของมาตรการ ซึ่งมีการประเมินกันว่ารัฐบาลจะอดใจรอประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกให้มีความชัดเจนว่า เดินไปได้ไกลและมีแรงมากน้อยหรืออ่อนแรงในจุดไหน
หลังจากนั้นในไตรมาส 2 ก็จะมีการอัดมาตรการภาษีทั้งสองมาตรการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 2 ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแรงมากสุด ซึ่งการออกมาตรการภาษีในไตรมาส 2 มีช่วงวันหยุดยาวมาก ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยท่องเที่ยวจำนวนมาก หากมีมาตรการภาษีเข้ามาเสริมจะทำให้การใช้จ่ายต่างๆ คึกคักมากขึ้นเหมือนกับที่ได้ผลเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
นอกจากมาตรการภาษีแล้วรัฐบาลยังพยายามใช้แบงก์รัฐอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ล่าสุด ให้ทั้งสองแห่งปล่อยกู้ไม่คิดดอกเบี้ยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ไปซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกร
ขณะเดียวกัน ยังให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้หนึ่งเอสเอ็มอีหนึ่งตำบล ตามนโยบายประชารัฐทุกภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยังมีการคาดกันว่าทั้งออมสินและ ธ.ก.ส. จะต้องออกมาตรการเพิ่มเติมในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น การพักหนี้ให้กับเกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้า ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำและภัยแล้งทำให้เพาะปลูกไม่ได้ เพื่อลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มาตรการทั้งหมดจะถูกเทใส่ในครึ่งปีแรกทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะมีแรงขับเคลื่อนไปตลอดรอดฝั่งจนถึงครึ่งปี เพื่อให้การลงทุนภาครัฐที่จะเริ่มมีการลงทุนจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลว่าจะทำให้มาตรการที่วางไว้มาบรรจบกันได้หรือไม่
หากกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีแรกไม่ขึ้น และการลงทุนครึ่งปีหลังยังไม่มาตามนัด จะทำให้เศรษฐกิจปีลิงมีปัญหาสะดุด และไม่ได้ตามเป้าอย่างที่หวังได้







