
อย่าตั้งรับ
ต้องชื่นชมรัฐบาลและรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ที่พยายามหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศในแทบทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดขึ้น จะได้รับมือกับภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่บรรดาผู้รู้ต่างประเมินว่าเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้จะหนักหนาสาหัสกว่าปี 2540
ต้องชื่นชมรัฐบาลและรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ที่พยายามหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศในแทบทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดขึ้น จะได้รับมือกับภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่บรรดาผู้รู้ต่างประเมินว่าเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้จะหนักหนาสาหัสกว่าปี 2540
ความพยายามล่าสุดคือ การที่ผู้บริหารกระทรวงการคลังออกมาเปิดเผยว่า กำลังพิจารณามาตรการภาษีท่องเที่ยวรอบใหม่ใน 2 มิติ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ มิติแรก จะเป็นการขยายมาตรการนำรายจ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศของประชาชนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1.5 หมื่นบาท ที่ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อ 31 ธ.ค. 2558
มิติที่สอง จะพิจารณาขยายวงเงินที่ประชาชนในประเทศได้ใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้มากกว่าเดิม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองไทยและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง แต่จะเป็นจำนวนเท่าใดนั้น กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะเร่งสรุปเพื่อเสนอไปยังฝ่ายนโยบายให้ทันกับการใช้ในปีภาษี 2559 นี้ ที่บุคคลธรรมดาจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2560
ถ้าพิจารณามาตรการชุดนี้ แม้รัฐบาลอาจจะต้องสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนหนึ่ง จากการที่ประชาชนนำรายจ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษี
แต่ในทางกลับกันนั้น มาตรการนี้เป็นการจูงใจให้ประชาชนในประเทศที่ขณะนี้ลดการใช้จ่ายเพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านการเงินของครอบครัว ยอมควักเงินในกระเป๋าออกมาใช้จ่าย ซึ่งจะเกิดกำลังซื้อขึ้นมาในระบบธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่รัฐบาลจะได้รับภาษีซื้อหรือภาษีมูลค่าเพิ่มจากการจับจ่ายใช้สอยในทางอ้อม
ไม่แน่ว่าเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วอาจสูญเสียรายได้ภาษีเพียงเล็กน้อย แต่หากเทียบกับการสนับสนุนให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ซบเซามีอัตราการเร่งตัวขึ้นมา และมีการจ้างงานเกิดขึ้นแล้ว ถือว่าคุ้มค่าในการดำเนินนโยบายไม่น้อย เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะคึกคักขึ้น แม้จะไม่มากเท่ากับการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ย่อมดีกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไร และรอให้ภัยเศรษฐกิจมากล้ำกราย
การตั้งรับกับการหาวิธีการป้องกันไว้ก่อนที่เภทภัยจะมาเยือนนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในเรื่องของยุทธวิธี และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในสังคม รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่บริหารประเทศ ดูแลปากท้องประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาดำเนินมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ยิ่งในภาวะที่ผู้คนในประเทศขาดความเชื่อมั่น รัฐบาลยิ่งต้องหาวิธีการและหามาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ยิ่งนักลงทุนชะลอการลงทุน รัฐบาลที่ดีจะต้องพิจารณาหามาตรการที่จะจูงใจให้เอกชนมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะลงทุน บางครั้งจำเป็นที่จะต้องกล้าที่จะก่อหนี้ประเทศ เพื่อลากจูงระบบเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าไปให้ได้
อย่าลังเลที่จะออกมาตรการ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนส่วนใหญ่







