
ค้าเอเชียต้องปรับตัว หวั่นสะดุดหลุมศก.โลก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
จีนกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากการใช้การผลิตและการส่งออกขับเคลื่อนไปยังการบริโภคและการบริการภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้เศรษฐกิจอยู่ในช่วง“ชะลอตัว” และไม่อาจจะโตแรงได้เหมือนเก่า ทว่าการเปลี่ยนแรงขับดังกล่าวจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อจีน เนื่องจากการใช้การผลิตเป็นแรงขับมาอย่างยาวนาน ทำให้ผลผลิตในบ้านจีนนั้นล้นตลาดจนเกินไป
แต่การชะลอตัวดังกล่าว กระทบต่อแรงซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ของจีน และทำให้ประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ต้อง “ช็อก” กันตามๆ ไปด้วย โดยประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อไม่ให้สะดุดหลุมเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นเศรษฐกิจโลกด้วย
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจชะลอตัวลง คือ สิงคโปร์ ที่พึ่งพาการส่งออก โดยเฉพาะจีนที่เป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกไปของสิงคโปร์ คิดเป็นถึง 15% ของการส่งออกทั้งหมด และจากการศึกษาของธนาคารออสเตรเลียแอนด์นิวซีแลนด์ (เอเอ็นซี) พบว่า หากจีนชะลอตัวลง 1% สิงคโปร์ก็ชะลอตัวลงตามไปด้วยอีก 1.4%
ด้านประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ประสบชะตากรรมคล้ายคลึงกันแม้จะไม่รุนแรงเท่า ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามเอง ก็อาจจะสูญตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในชาติ (จีดีพี)
ได้ราว 0.2-0.5% หากจีนชะลอตัวลงไป 1% เช่นเดียวกัน
ไม่ใช่เพียงแต่จีนเท่านั้นที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในช่วงรุ่งเรือง ยุโรปเองก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และอ่อนไหวต่อการชะลอตัวที่เกิดขึ้นภายนอกภูมิภาคมากเช่นเดียวกัน สังเกตได้จากอัตราเงินเฟ้อที่เป็นตัวแทนของการลงทุนและการบริโภคของยุโรปยังคงไม่กระเตื้องขึ้นจนถึงเป้าหมายที่ต่ำกว่า 2% เล็กน้อยของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เสียที
จนธนาคารยูบีเอสวาณิชธนกิจจากสวิตเซอร์แลนด์ คาดการณ์ว่า อีซีบีจำต้องยอมปรับลดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อลงในที่สุด หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวโตหรือไม่ก็หลุด 0% มาโดยตลอดปี 2015 ที่ผ่านมา แม้อีซีบีจะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ด้วยการซื้อพันธบัตรลงเงินเข้าไปในเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อได้แต่อย่างใด
ไม่เพียงเท่านั้น ยูบีเอส ระบุว่า การตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจเอาไว้สูง ส่งผลให้บรรดาธนาคารพาณิชย์จำต้องปล่อยสินเชื่อในผู้กู้ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปอย่างเยอรมนี เพื่อให้เกิดการลงทุนและให้ถึงเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ตั้งเอาไว้ อย่างไรก็ตาม การปรับลดดังกล่าวจะต้องมีการคัดค้านอย่างแน่นอน เพราะแสดงให้เห็นถึงความไม่สนับสนุนเศรษฐกิจของอีซีบี
ริคาร์โด การ์เซีย หัวหน้าเศรษฐศาสตร์มหภาคยุโรปยูบีเอส ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สในภายหลังว่า การปรับลดอัตราเงินเฟ้อจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ใหม่และยังช่วยให้การขยายทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น
ขณะเดียวกัน ด้านสหรัฐแม้เศรษฐกิจจะฉายแววสดใส ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มั่นใจต่อสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐจนกระทั่งเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่สำหรับภาคเอกชนของสหรัฐแล้วกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากรายได้ที่หดลง โดยในช่วงสัปดาห์นี้จนถึงสัปดาห์หน้า เอกชนของสหรัฐจะเดินหน้าประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 4 ปี 2015
สำหรับไตรมาส 4 นี้ คงจะดำเนินรอยตามหลังไตรมาส 3 ที่เอกชนสหรัฐประสบความขาดทุนหรือรายได้ลดลงกันไปหลายแห่ง โดย เอสแอนด์พี แคปปิตอล ไอคิว ผู้ให้บริการการเงิน บริษัทลูกของเอสแอนด์พี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของสหรัฐ คาดการณ์ว่า รายได้เอกชนในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา จะปรับตัวลง 5.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2014
เช่น เจพีมอร์แกน วาณิชธนกิจของสหรัฐ เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา และแน่นอนว่าประสบกับรายได้ที่ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลงจาก 2.355 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.52 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2014 เหลือ 2.294 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.30 แสนล้านบาท) ในปี 2015
ความชะลอตัวทางเศรษฐกิจในบรรดาประเทศคู่ค้า ทั้งยักษ์ใหญ่อย่างจีน ยุโรป และสหรัฐ นี้เองที่ทำให้บรรดาธนาคารกลางในเอเชียเริ่มเคลื่อนไหว โดยภายหลังจากที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารกลางในเอเชียที่ขยับตัวเป็นรายแรก คือ ไต้หวัน ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.125% เป็น 1.625% หลังการส่งออกไต้หวันร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และยังร่วงลงติดต่อกันถึง 10 เดือน หลังคู่ค้าหลักอย่างจีนชะลอตัวลง
ล่าสุด ธนาคารกลางอินโดนีเซียเองก็ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน โดยปรับลดลง 0.25% เหลือ7.25% หลังเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ละประเทศจะใช้ทั้งมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการลงทุนและใช้มาตรการด้านการคลังอย่างมาตรการจูงใจด้านภาษี แต่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แนะนำให้แต่ละประเทศเลิกพึ่งพาการก่อหนี้ และหันไปพึ่งพาตลาดหลักทรัพย์แทน
นอกจากนี้ ลาการ์ด ยังเตือนถึงการชะลอตัวที่เกิดขึ้นในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะไม่อาจขยายตัวได้แรงเช่นแต่ก่อน แต่จะขยายตัวอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะกระทบต่อโลก รวมถึงยังกดดันให้ไอเอ็มเอฟต้องหามาตรการรองรับเพื่อกรณีฉุกเฉินขึ้นเพื่อรักษาสภาพคล่อง เช่น การกันวงเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้ให้สำหรับประเทศเหล่านั้นในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ยูโร และอื่นๆ
ด้าน เดวิด ฟอร์เรสเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์อิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านค่าเงินประเทศพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในเอเชียเหล่านั้น ควรที่จะเอาอย่างจีนในการเปลี่ยนรูปแบบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไม่พึ่งพาแต่การส่งออกเพียงอย่างเดียว
ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการผลิตเกินของจีน เช่น ผลิตภัณฑ์แปร์รูปแร่ เหล็ก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่มซึ่งจะได้ประโยชน์จากราคาวัตถุดิบที่ถูกลงจากการผลิตเกินของจีนอีกด้วย
เศรษฐกิจของเอเชียรวมถึงเศรษฐกิจโลกจึงยังพอมีหวัง แต่การจะผลักดันให้ออกจาก “หลุม” ในขณะนี้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น







