
ฉัตรชัยเดินหน้าแก้ยาง ใช้แบงก์รัฐปล่อยกู้
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายฯ มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นแกนหลักในการบูรณาการการเข้าซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย 1 แสนตัน ในวงเงิน 4,500 ล้านบาท โดยเป็นเงินจากกองทุนการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยกำหนดราคารับซื้อยางแผ่นดิบชั้นสามที่กิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนยางก้อนถ้วย น้ำยางดิบ ให้มีการรับซื้อในราคาตามสัดส่วน
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายฯ มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นแกนหลักในการบูรณาการการเข้าซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย 1 แสนตัน ในวงเงิน 4,500 ล้านบาท โดยเป็นเงินจากกองทุนการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยกำหนดราคารับซื้อยางแผ่นดิบชั้นสามที่กิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนยางก้อนถ้วย น้ำยางดิบ ให้มีการรับซื้อในราคาตามสัดส่วน
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ดูแลในการจ่ายยางให้กับผู้ผลิตและแปรรูปยางที่จะได้รับคำสั่งซื้อจากหน่วยงานของรัฐ โดยให้เข้าซื้อตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป
“ราคาที่รับซื้อ ผู้ประสานงานได้สรุปแล้วว่าเกษตรกรทุกกลุ่มพอใจ เพราะคงให้ไม่ได้ 60 บาท/กก. ซึ่งมีทีมงานลงไปคุยแล้วก็เชื่อว่าเกษตรกรพอใจทุกกลุ่ม ซึ่งเงิน 4,500 ล้านเป็นเงินกองทุนสวนยางฯ ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะที่มาดูแลเรื่องนี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดูด้วยว่าจะสามารถช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีกิจการผลิตยางพาราในลักษณะนี้ได้เพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม” รมว.เกษตรฯ กล่าว
สำหรับการจ่ายเงิน 1,500 บาท/ไร่ ให้กับเกษตรกรในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางนั้น ได้เร่งรัดให้จ่ายให้หมดภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2559 ก่อนหน้าใช้บัญชีเกษตรกร 8.5 แสนราย จากกรมส่งเสริมการเกษตร แต่เมื่อมี กยท.แล้วจะต้องมีการขึ้นบัญชีตามกฎหมาย กยท.เป็นหลัก เบื้องต้นมีเกษตรกรทั้งชาวสวนและคนกรีดขึ้นทะเบียนแล้ว 1.19 ล้านราย ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้น 4 แสนราย จะสามารถเบิกจ่ายเงินได้ภายใน 5 วันนับจากนี้ และเบิกจ่ายเงินจะไม่เกิน 12 วัน เบื้องต้นจ่ายไปแล้ว 7,000 ล้านบาท
มาตรการหลังจากนี้ จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 ม.ค. 2559 พิจารณาเห็นชอบกรอบ 15 มาตรการที่ขับเคลื่อนยางในส่วนของโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง 1.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมให้กู้ธนาคารออมสิน มาเป็นธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เพื่อลดอุปสรรคในการกู้ของภาคเอกชน
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า การที่กระทรวงเกษตรฯ รับหน้าที่บูรณาการเพราะ รมว.เกษตรฯ บ่นน้อยใจหรือเปล่า พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เพราะมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุชัดว่าให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นแม่งานบูรณาการ แต่สื่อไปเขียนว่าเป็นองค์การคลังสินค้า (อคส.) และ อคส.ก็ออกตัวแรงไป ไม่อยากให้มองว่าใครแย่งใครทำงาน เพราะต้องช่วยกันทำงาน และไม่ได้พูดว่าน้อยใจ
“เรื่องปรับ ครม.ก็ไม่มี ไม่รู้เอาจากไหนมาเขียน จะให้ผมทำไง ต้องไปถามนายกฯ เรื่องขอย้ายกระทรวงก็ไม่มี จริงๆ ไม่มีอะไรเลย เข้าใจว่าคนอยากหาเรื่องพูด“ รมว.เกษตรฯ กล่าว
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คลังจะออก 3 มาตรการ แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 ได้ขอให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อไม่คิดดอกเบี้ยให้กับ อคส. เพื่อนำไปซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกรผู้ปลูกตามนโยบายช่วยเหลือของรัฐบาล โดยคลังจะชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ทั้งหมด ซึ่งจะมีการเสนอให้ ครม.เห็นชอบในสัปดาห์หน้า
มาตรการที่ 2 ยังให้ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการสัญญาว่าจ้างผลิต โดยใช้ยางพาราจาก 8 หน่วยงานราชการที่รับซื้อจากผู้ปลูก โดยสามารถดำเนินการได้ทันทีไม่ต้องขอ ครม. เพราะเป็นการดำเนินการตามปกติของธนาคารอยู่แล้ว
ขณะที่มาตรการที่ 3 เป็นการเพิ่มเติมมาตรการเดิม คลังจะชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ที่ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการซื้อยางพาราเก็บไว้เพิ่ม โดยเพิ่มประเภทการซื้อยางจากเดิมแค่น้ำยางข้น มาเป็นยางแผ่นและยางแท่ง ทำให้ช่วยดึงราคายางพาราในตลาดขึ้นได้ ซึ่งมาตรการนี้จะเสนอให้ ครม.เห็นชอบในสัปดาห์หน้าเช่นกัน มาตรการทั้งหมดมีผล 1 ปี
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ได้ให้แบงก์รัฐไปดูต้นทุนการเงินเพื่อคิดดอกเบี้ยกับหน่วยงานต่างๆ ต่ำที่สุด คาดว่ากระทรวงการคลังต้องชดเชยดอกเบี้ยให้กับแบงก์รัฐและธนาคารพาณิชย์ 2% หรือปีละ 80-100 ล้านบาท ส่วนการรับซื้อยางที่ราคาตลาด 45 บาท/กก. ต้องใช้เงิน 4,500 ล้านบาท
ด้าน กิตติศักดิ์ วิโรจน์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า กลุ่มผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากมติ ครม.จะมีเพียง 3 กลุ่ม คือ 1.สถาบันเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ 2.กลุ่มนายทุนที่มีโรงรมควันยางพารา และ 3.กลุ่ม 5 เสือยางพาราในประเทศไทย ขณะที่เกษตรกรรายย่อยจะกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์น้อยมากหรืออาจจะไม่ได้เลย







