
พัฒนาโลจิสติกส์ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน
แม้ว่าในปัจจุบันไทยจะยังประสบปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ และอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร แต่ไทยก็ยังถือเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งอาจจะสร้างรายได้ถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.62 ล้านล้านบาท) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แม้ว่าในปัจจุบันไทยจะยังประสบปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ และอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร แต่ไทยก็ยังถือเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งอาจจะสร้างรายได้ถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.62 ล้านล้านบาท) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
รายงานของ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน บริษัทวิจัยตลาดชื่อดัง เปิดเผยว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจของไทย ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการผลิตและการขยายตัวของการค้าอย่างมาก ประกอบกับทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศ ทำให้ธุรกิจการบริการด้านอากาศยานขยายตัวขึ้นตามไปด้วย
รายงานดังกล่าว ได้ประเมินรายได้ของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในไทยของปี 2014 อยู่ที่ 7.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.60 ล้านล้านบาท) และคาดว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะสร้างรายได้ถึง 9.65 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2019
นอกจากนี้ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ยังระบุว่า การก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อปี 1967 ซึ่งทำให้เกิดข้อตกลงทางการค้าด้านต่างๆ ตามมา ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกหลายส่วน ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภูมิประเทศของไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญ
เจฟ ทัน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการขนส่งและยานพาหนะของ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ระบุว่า รัฐบาลได้วางแผนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและบริการของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) รวมทั้งได้วางให้ไทยเป็นประตูสู่การลงทุนในเอเชีย ซึ่งปัจจัยทั้งสองประการเปิดโอกาสให้ธุรกิจโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการขนส่งขยายตัวได้
นอกจากนี้ เจฟ ทัน ยังระบุว่า การขนส่งทางบกของไทยมีบทบาทสำคัญมากในการเชื่อมต่อหลายๆ ประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ยังระบุเพิ่มเติมว่า การลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในเมียนมา กัมพูชา และลาว ยังส่งผลให้การขนส่งโดยรถบรรทุกบริเวณชายแดนได้รับการสนับสนุนมากขึ้น และเสริมให้มีการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางถนนในไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในยุโรปและญี่ปุ่น อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของธุรกิจส่งออกในไทย ซึ่งอาจจะทำให้โครงการพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์หลายๆ โครงการต้องหยุดชะงัก
นอกจากนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐที่ลดลงและปริมาณการลงทุนจากภาครัฐที่ไม่เพียงพอในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่ง ยังเป็นส่วนที่บั่นทอนกิจกรรมด้านการขนส่ง และทำให้ผลผลิตทางการค้าของไทยลดลง
ก่อนหน้านี้ สภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (เอชเคทีดีซี) ระบุว่า อุตสาหกรรมการผลิตของไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ถือเป็น 80% ของการส่งออกของไทยในปี 2014
ขณะที่การส่งออกของไทยถือเป็น 50% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) นอกจากนี้การส่งออกของไทยไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนในช่วงปี 2009-2014 ยังขยายตัวถึง 12% ในแต่ละปี โดยมีเมียนมา กัมพูชา และลาว เป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่เติบโตเร็วที่สุด







