
เงินต้องถึงสวนยาง
ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบมาตรการพยุงราคายางพาราระยะเร่งด่วน โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เข้าไปรับซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกรชาวสวนยางในราคาไม่เกิน 60 บาท/กก. ปริมาณไม่เกิน 1 แสนตัน จากนั้นจะนำยางที่รับซื้อจากชาวสวนยางไปขายต่อให้โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราของเอกชนในรูปเงินเชื่อ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างๆ เช่น ถุงมือยาง ยางล้อ หมอนและที่นอนยางพารา หรือใช้ผสมทำลู่วิ่ง ลานกีฬา สนามเด็กเล่น สนามฟุตซอล และถนนยางพารา เป็นต้น แล้วนำมาขายต่อให้ส่วนราชการหรือองค์กรที่มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบมาตรการพยุงราคายางพาราระยะเร่งด่วน โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เข้าไปรับซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกรชาวสวนยางในราคาไม่เกิน 60 บาท/กก. ปริมาณไม่เกิน 1 แสนตัน จากนั้นจะนำยางที่รับซื้อจากชาวสวนยางไปขายต่อให้โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราของเอกชนในรูปเงินเชื่อ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างๆ เช่น ถุงมือยาง ยางล้อ หมอนและที่นอนยางพารา หรือใช้ผสมทำลู่วิ่ง ลานกีฬา สนามเด็กเล่น สนามฟุตซอล และถนนยางพารา เป็นต้น แล้วนำมาขายต่อให้ส่วนราชการหรือองค์กรที่มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การที่ ครม.ได้กำหนดแนวทางและเงื่อนไขรูปแบบใหม่สำหรับการเข้าซื้อขายยางพาราทั้ง 1 แสนตัน คือ กรณีการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง อคส.จะตั้งจุดรับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้ โดยจะไม่รับซื้อผ่านนายหน้า และไม่รับซื้อจากสหกรณ์หรือองค์กรใดๆ แต่ปัญหาคือ ในช่วง 3 เดือนจากนี้ไป จะมีผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดประมาณ 8 แสนตัน หรือตกวันละ 9,000 ตัน/วัน จึงเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลและ อคส. ว่าจะตั้งจุดรับซื้อและจัดสรรโควตาการรับซื้อยางในแต่ละพื้นที่อย่างไร เพื่อให้เงินถึงมือชาวสวนยางได้อย่างทั่วถึง และการรับซื้อไม่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลและ อคส.จะต้องกำหนดแนวทางการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง เพื่อทำให้ชาวสวนยางโดยเฉพาะชาวสวนยางรายเล็กรายน้อยมีศักยภาพในการขนส่งยางพารามาขาย ณ จุดที่รับซื้อที่กำหนดไว้ได้ และทำให้เงินกระจายไปถึงมือชาวสวนยางรายย่อยมากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนหนักหนาสาหัสที่สุด จากสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่การจัดสรรปริมาณยาง 1 แสนตันที่จะขายให้กับโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ก่อนนำมาขายให้ส่วนราชการนั้น รัฐบาลจะต้องจัดสรรโควตายางพาราและโควตาการผลิตอย่างเป็นธรรมเช่นกัน โดยเฉพาะต้องจัดสรรให้กับโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม โรงงานที่เป็นสตาร์ทอัพที่กำลังขยายกิจการ และโรงงานที่ผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม ในสัดส่วนที่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แทนที่จะเป็นโรงงานขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการส่งออกอยู่แล้ว
เพราะงบประมาณที่รัฐบาลเตรียมไว้จัดซื้อผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ที่สูงถึง 9.5 หมื่นล้านบาท เป็นเม็ดเงินก้อนโตที่จะสร้างรากฐานให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางที่มีนวัตกรรม และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งจะเป็นการยกระดับให้ไทยเป็นฐานการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางได้แท้จริงในอนาคต จากปัจจุบันที่ผลผลิตยางพาราของไทยมีประมาณ 4 ล้านตัน/ปี แต่มีการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า 1 ล้านตัน/ปีเท่านั้น
ที่สำคัญ รัฐบาลจะต้องกำหนดกติกาและแนวทางการดำเนินโครงการให้รัดกุมที่สุด ต้องทำให้เงินถึงมือชาวสวนยางอย่างทั่วถึง และไม่ให้เกิดข้อครหาการทุจริต เพราะไม่เช่นนั้นโครงการนี้จะกลับกลายเป็นผลร้ายต่อรัฐบาลเอง







