
ยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข นำสังคมไทย 'มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน'
โดย...นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
โดย...นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
จากวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2558-2563 ที่มุ่งให้สังคมไทยเป็นสังคม “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ควบคู่ไปกับการดำเนินงานตามแนวทาง “ประชารัฐด้านสังคม” ตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปี 2559 โดยเน้นการปฏิรูปไว้ทั้งหมด 4 ด้าน ดังนี้
1) ป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ บูรณาการ งานเชิงรุก 2) ลดการป่วยตายจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยตั้งเป้าให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ 7 แสนคนทั่วประเทศ
3) ปรับโครงสร้างและระบบการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฯลฯ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว เอื้อต่อการบริการประชาชนและภาคเอกชน พร้อมขึ้นทะเบียนยา อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องมือแพทย์
4) ร่วมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยบูรณาการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Wellness & Medical Tourism และตั้งเป้าสร้างรายได้ให้ประเทศ 225,155 ล้านบาท/ปี
ภายในทศวรรษต่อไป กระทรวงสาธารณสุขมุ่งให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยั่งยืน มุ่งหวังให้ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนไทยมีสุขภาพดีได้ถึงอายุ 72 ปี และมีอายุยืนขึ้นไม่น้อยกว่า 80 ปี เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทยต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีปัญหาที่ท้าทายระบบสุขภาพที่สำคัญและต้องเร่งแก้ไขหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กไอคิวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและมีพัฒนาการล่าช้า ปัญหาความแออัดของหน่วยบริการส่งผลให้มีปัญหาการเข้าถึงบริการที่จำเป็น
อีกทั้งคนไทยยังเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ รวมถึงสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ยังขาดระบบการดูแลที่ดีมีคุณภาพ
กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข จึงได้มุ่งดำเนินงานสนองนโยบายด้านสาธารณสุขของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน
ทั้งนี้ จะพัฒนาและเสริมความเข้มแข็งระบบบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการดำเนินงานที่สำคัญในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะสะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานในปี 2559 ด้วย มีดังนี้
1.ดูแลผู้สูงวัยติดบ้านติดเตียงอย่างมีคุณภาพ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งคาดว่าในปี 2563 วัยทำงาน 100 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุ 30.3 คน ผู้สูงอายุนอนติดเตียง 1.4% ติดบ้านร้อยละ 19.48% ติดสังคม 79.12%
ในปี 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นนโยบายสำคัญ เน้นการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง โดยชุมชนมีส่วนร่วม มีการอบรมผู้ดูแล (Care Giver) และผู้จัดการ (Care Manager) และมอบสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 600 ล้านบาท ให้ผู้สูงอายุติดเตียง ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง และผู้พิการ 1 แสนคน เพื่อให้ได้รับการดูแลสุขภาพถึงบ้านโดยทีมสหวิชาชีพ
2.ทีมหมอครอบครัว (Family Care Team) ปัจจุบันมีทีมหมอครอบครัวกระจายอยู่ทั่วประเทศ 77 จังหวัด ทั้งสิ้น 66,492 ทีม ลงเยี่ยมผู้ป่วยและครอบครัวในพื้นที่รับผิดชอบ เน้น 3 กลุ่ม คือ ผู้สูงอายุ ติดเตียง ผู้พิการ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต
3.เด็กไทยฉลาด พัฒนาการสมวัย ได้จัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558 ดำเนินการตั้งแต่ปี 2558–2561 เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กไทยให้เป็นไปตามศักยภาพหรือมีศักยภาพที่สูงกว่า
อีกทั้งสามารถคัดกรองพัฒนาการเด็กไทยได้กว่า 1.8 แสนคน พบว่าเด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้าลดลงจากร้อยละ 27 ในปี 2556 เหลือร้อยละ 21 ในปี 2558
ปัญหาเด็กจมน้ำเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ จึงได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ สร้างทีมผู้ก่อการดี (Merit Maker) 335 ทีม เน้นการดำเนินงานในรูปแบบสหสาขาและแบ่งปันทรัพยากรในพื้นที่ 227 อำเภอ 35 จังหวัด ซึ่งปัญหาการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ลดลงร้อยละ 18.3 เมื่อเทียบกับปี 2557
4.ลดอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ลดเหลื่อมล้ำ และลดการรอคอย โดยที่ผ่านมาพบว่าสามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากร้อยละ 17.0 ในปี 2556 เหลือเพียงร้อยละ 11.9 ในปี 2558
สามารถลดอัตราการตายจากโรคหลอดเลือดสมองจากร้อยละ 16.9 ในปี 2556 เหลือร้อยละ 11.6 ในปี 2558 ลดเวลารอคอยการผ่าตัดหัวใจในภาพรวมทั่วประเทศเหลือ 4 เดือนจาก 9 เดือน
ขณะเดียวกันยังกระจายอำนาจบริหารจัดการไปสู่เขตสุขภาพ จำนวน 13 เขต ดูแลเชื่อมโยงตั้งแต่ปฐมภูมิจนถึงทุติยภูมิ ลดการส่งต่อออกนอกเขตได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังยกระดับโรงพยาบาลระดับอำเภอให้มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงพยาบาลจังหวัดเพิ่มอีก 20 แห่ง
นอกจากนี้ พัฒนาศูนย์แพทย์เชี่ยวชาญผ่าตัดหัวใจ 16 แห่ง ผ่าตัดสมอง 51 แห่ง โรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 80 ให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ ปรับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้ทุกโรงพยาบาลทั้งของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงยาที่มีราคาสูง
รวมทั้งมีระบบช่องทางด่วนอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (Trauma Fast Track) ในทุกเครือข่าย ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดภายใน 2 ชั่วโมง
5.ป้องกันและยับยั้งโรคอุบัติใหม่/อุบัติซ้ำ การดำเนินการในเรื่องนี้ได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศ และองค์การอนามัยโลก ในการดูแลควบคุมโรคของไทย ซึ่งเป็นผู้นำด้านการควบคุมโรคในอาเซียน มีการจัดระบบคัดกรองที่ท่าอากาศยาน และช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ
มีการอบรมทีมเฝ้าระวังและสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) และแพทย์ระบาดวิทยาทั่วประเทศ 1,080 ทีม ร่วมกับ อสม.อีก 1 ล้านคน มีการพัฒนาระบบการดูแลรักษา ป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลทุกแห่ง
พัฒนาจัดตั้งห้องปฏิบัติการเฉพาะในการตรวจวิเคราะห์โรคอีโบลาได้ 22 แห่ง สามารถตรวจเชื้อโรคติดต่ออุบัติใหม่ได้ภายใน 8 ชั่วโมง
6.สมุนไพรไทย สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ นโยบายด้านนี้ทางรัฐบาลให้การสนับสนุนการใช้แพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย โดยมีบริการแพทย์แผนไทยคู่ขนานในโรงพยาบาล 594 แห่งทั่วประเทศ มีโรงพยาบาลที่ผลิตยาสมุนไพรที่ผ่านมาตรฐาน GMP 15 แห่ง
ขณะที่มีผู้รับบริการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยกว่า 20 ล้านครั้ง เกษตรกรมากกว่า 1 หมื่นครัวเรือน มีรายได้จากการปลูกสมุนไพรเพิ่มขึ้น 5 เท่า มีการพัฒนาแหล่งปลูกสมุนไพร เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยอีกด้วย
การดำเนินนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนการกำหนดวิสัยทัศน์เป็นสังคม “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” จึงเป็นยุทธศาสตร์คู่ขนานเพื่อความยั่งยืนของประเทศ







