
อิหร่านกับซาอุฯ
ซาอุดิอาระเบียเปิดศักราชปี 2016 ด้วยการประหารชีวิตนักโทษ 47 คน ในจำนวนนี้ 43 คน
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ซาอุดิอาระเบียเปิดศักราชปี 2016 ด้วยการประหารชีวิตนักโทษ 47 คน ในจำนวนนี้ 43 คน เป็นมุสลิมชนกลุ่มน้อยนิกายชีอะห์ และหนึ่งในนั้นคือ เชค อัลนิมร์ ผู้นำชนกลุ่มน้อยที่ชาวชีอะห์ถือว่าใฝ่สันติ แต่ชาวสุหนี่บอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย อัลนิมร์ถูกจับมาหลายปีแล้ว ด้วยข้อหายุยงประชาชนให้ต่อต้านอำนาจรัฐ
อัลนิมร์ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้วทั้ง 3 ศาล แต่กระนั้นก็ยังเชื่อกันว่ารัฐบาลซาอุดิอาระเบียมีส่วนในคำตัดสินประหารชีวิต ทำให้มีเสียงตำหนิอย่างกว้างขวางในชุมชนชีอะห์ทั่วโลก รวมทั้งประเทศตะวันตกหลายประเทศก็แสดงความไม่เห็นด้วย
แต่ที่มีปฏิกิริยารุนแรงเป็นพิเศษ คือ อิหร่าน ชาวบ้านบุกทำลายและเผาสถานทูตซาอุดิอาระเบียในกรุงเตหะราน
ในวันต่อมา ซาอุดิอาระเบียประกาศตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน ทั้งทางการทูต การค้า และการคมนาคม หลังจากนั้นก็มีประเทศเล็ก ประเทศน้อยอีกหลายประเทศที่ประกาศตัดหรือลดระดับความสัมพันธ์กับอิหร่านลง เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับซาอุดิอาระเบีย
ก่อนจะวิเคราะห์เรื่องนี้ต่อไป ผมขอปูพื้นฐานโดยสังเขปเกี่ยวกับทั้งสองประเทศ ดังนี้ อิหร่านกับซาอุดิอาระเบียมีประวัติการช่วงชิงความเป็นผู้นำในตะวันออกกลางมากว่า 30 ปี อิหร่านมีประชากรมากกว่าเกือบ 3 เท่า คือ ประมาณ 80 ล้านคน ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียมีประมาณ 30 ล้านคน แต่ซาอุดิอาระเบียร่ำรวยกว่า ขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า และมีกองทัพที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธที่ทันสมัยมากกว่า ประชากรซาอุดิอาระเบีย 90% เป็นสุหนี่ มีเพียง 10% ที่เป็นชีอะห์
ส่วนอิหร่านตรงกันข้าม 90% เป็นชีอะห์ มีเพียง 10% ที่เป็นสุหนี่ อาณาเขตของทั้งสอง ประเทศไม่มีส่วนที่ติดกัน โดยมีอิรัก คูเวต และอ่าวเปอร์เซียคั่นกลาง ด้วยเหตุนี้โอกาสที่จะเกิดสงครามระหว่างกัน รวมทั้งสงครามภาคพื้นดินจึงมีน้อยมาก
ซาอุดิอาระเบียมีประวัติสนิทสนมกับสหรัฐและชาติตะวันตกมานาน ส่วนอิหร่านหลังการปฏิวัติใหญ่เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ก็ห่างเหินชาติตะวันตกและหันไปสนิทกับรัสเซียมากขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศในระยะหลังลุ่มๆ ดอนๆ โดยในปี 2007 ประธานาธิบดีอิหร่านไปเยือนกรุงริยาร์ด กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียทรงมารับถึงสนามบิน ภาพที่ปรากฏคือความกลมเกลียวเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่ต่อมาเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย อิหร่านหนุนฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียหนุนฝ่ายต่อต้านทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันเย็นชาลง
ทั้งสองประเทศมีกำหนดจะนั่งร่วมโต๊ะเจรจากันเพื่อช่วยแก้ปัญหาซีเรียในช่วงสิ้นเดือนนี้ เชื่อกันว่าแม้ว่าความสัมพันธ์จะขาดสะบั้น แต่ต่างก็จะยังคงส่งตัวแทนมาร่วมเจรจาตามเดิม เพียงแต่โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเลือนราง
ประเด็นวิเคราะห์ของผม มีดังนี้
หนึ่ง การประหารชีวิตอัลนิมร์ทำให้เกิดภาพที่ไม่ใคร่จะสวยงามสำหรับซาอุดิอาระเบีย แต่การปล่อยให้สถานทูตซาอุดิอาระเบียถูกเผาในกรุงเตหะรานเป็นความผิดพลาดยิ่งกว่า เพราะช่วยให้ซาอุดิอาระเบียหลุดจากการเป็นจำเลยของสังคมมุสลิมและสังคมโลก และเบี่ยงเบนความสนใจมาที่พฤติกรรมของอิหร่านแทน ที่ผู้นำอิหร่านทำนายว่า ซาอุดิอาระเบียจะต้องชดใช้กรรมจากการสร้างรอยแค้นให้กับชาวชีอะห์ กลายเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักน้อยลง เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางและในแอฟริกาเหนือเลือกยืนข้างซาอุดิอาระเบีย
สอง อิทธิพลของกลุ่มประเทศตะวันออก กลางก่อนหน้านี้ก็เสื่อมถอยลงตามราคาน้ำมันอยู่แล้ว เมื่อเกิดความร้าวฉานจนมองหน้ากันไม่ติดระหว่าง 2 แกนนำโลกอาหรับ รวมทั้งโลกมุสลิม ก็ยิ่งอ่อนแอลง ที่จริงความแตกแยกและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในตะวันออกกลางมีมานานแล้ว นอกจากความไม่ลงรอยระหว่าง 2 นิกายใหญ่ คือ สุหนี่กับชีอะห์ ยังมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มหัวรุนแรงกับกลุ่มหัวก้าวหน้า และระหว่างกลุ่มที่นิยมระบอบการปกครองต่างกัน บางกลุ่มก็ประกอบด้วยกลุ่มย่อยที่ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน เช่น ระหว่างกลุ่มไอเอสกับกลุ่มอัลกออิดะห์ เป็นต้น
สาม หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดซาอุดิอาระเบียจึงหาพวกได้มากกว่าอิหร่านมาก ส่วนตัวผมเชื่อว่า นอกจากความผิดพลาดของอิหร่านในการปล่อยให้สถานทูตซาอุดิอาระเบียถูกเผาแล้ว ปัจจัยหลักไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ และไม่เกี่ยวกับอิทธิพลของชาติตะวันตก แต่เป็นเรื่องของขนาดที่แตกต่างกันระหว่างนิกายสุหนี่กับชีอะห์
คนที่ไม่ใช่มุสลิมอาจจะยังไม่ทราบว่า ในจำนวนคนมุสลิมกว่า 1,500 ล้านคนทั่วโลก ประมาณ 90% เป็นสุหนี่ มีเพียงประมาณ 10% เท่านั้นที่เป็นชีอะห์ ชาวชีอะห์เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศอิสลามส่วนใหญ่ มีเพียงอิหร่านเท่านั้นที่มีสัดส่วนของประชากรเป็นชีอะห์สูงมาก นอกนั้นถึงจะมีบางประเทศที่มีชีอะห์มากกว่าสุหนี่ แต่ก็มากกว่ากันไม่มากนัก
ในระยะยาว ผมจึงเชื่อว่า ในศึกช่วงชิงความเป็นใหญ่ระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียนั้น ซาอุดิอาระเบียเป็นฝ่ายได้เปรียบ
สี่ ชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐ ที่ผ่านมาเข้าไปมีบทบาทในตะวันออกกลางค่อนข้างมาก ผ่านธุรกิจน้ำมัน โดยแรงจูงใจหลักคือการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองในเรื่องพลังงาน
สหรัฐพยายามผูกสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ครองอำนาจรัฐในแต่ละประเทศ รวมทั้งพระเจ้าชาห์ของอิหร่านในอดีต แต่หลังจากการปฏิวัติใหญ่และอิหร่านแยกตัวออกไป สหรัฐก็ยิ่งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนกลุ่ม
ผู้ครองอำนาจที่ยังเหลืออยู่มากขึ้น เป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้อิหร่านกล่าวหาซาอุดิอาระเบียมาโดยตลอดว่าทำตัวเป็นเครื่องมือของสหรัฐ
ลึกลงไป ผมคิดว่าการที่สหรัฐสนับสนุนซาอุดิอาระเบียและพันธมิตรของซาอุดิอาระเบีย นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผลประโยชน์ของตัวเองในเรื่องน้ำมันแล้ว ยังเป็นการเลือกสนับสนุนชาวสุหนี่ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของโลกมุสลิมด้วย ในขณะที่รัสเซียซึ่งมาทีหลังไม่มีทางเลือก ต้องให้การสนับสนุนกลุ่มที่เป็นชนกลุ่มน้อยแทน
ส่วนตัวผมจึงสรุปว่า ในระยะยาวการแข่งขันกันสร้างอิทธิพลระหว่างสหรัฐกับรัสเซียในตะวันออกกลาง สหรัฐเป็นต่อรัสเซียอยู่หลายขุม







