
พักยกปฏิรูปเสรี จีนลุยคุมหยวนเบ็ดเสร็จ
การขึ้นลงสุดผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดทำการตลาดเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การขึ้นลงสุดผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดทำการตลาดเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยทั่วโลก ที่ต้องลุ้นรายวันตั้งแต่ต้นปี 2016 และยังมีทีท่าว่าจะต้องลุ้นกันต่ออีกยาว
ทว่า สิ่งที่ตลาดให้น้ำหนักมากกว่าและกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดอยู่ในขณะนี้ก็คือ “ทิศทางค่าเงินหยวน” เพราะไม่ได้หมายถึงแค่การส่งผลต่อตลาดหุ้น และกระแสทุนเข้าออกจากจีนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงชะตาอนาคตของเศรษฐกิจจีนทั้งหมดภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนตัวนี้ด้วย
ต้องจับตาเพราะในสัปดาห์นี้เงินหยวนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี หรือเปลี่ยนแปลงมากที่สุดนับตั้งแต่ผ่านมรสุมวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นจีนเมื่อไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนในตลาดฮ่องกง (Hibor) ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 96% ทันทีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ม.ค. จากระดับปกติไม่ถึง 10% หลังจากที่ทางการจีนเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนในตลาดซื้อขายออฟชอร์ในฮ่องกง โดยให้ธนาคารของรัฐหลายแห่งพร้อมใจกันเข้าไปซื้อเงินหยวน ดูดซับสภาพคล่องมหาศาลออกมาจากระบบในตลาดฮ่องกงที่มีการซื้อขายเงินหยวนกันถึงวันละ 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.35 ล้านล้านบาท)
การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เงินหยวนในตลาดออฟชอร์ฮ่องกง (CNH) แข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 6.5746 หยวน/เหรียญสหรัฐ หรือมีสเปรดลดลงทันทีเมื่อเทียบกับเงินหยวนออนชอร์ (CNY) ที่ 6.5695 หยวน/เหรียญสหรัฐ
และที่สำคัญก็คือ เป็นการแสดงแสนยานุภาพของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ผู้กำทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 145 ล้านล้านบาท) งัดกันกับนักเก็งกำไรตลาดออฟชอร์ที่พากันทำชอร์ตเซลกันอย่างหนักก่อนหน้านี้ จนทำให้เงินหยวนร่วงลงหนักกว่าที่ทางการต้องการควบคุม
นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน รวดเร็ว และรุนแรงว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนกุมชะตากำหนดทิศทางค่าเงินหยวน
จริงอยู่ว่ามังกรจีนในปี 2016 นี้ มีทิศทางที่ต้องการกดให้เงินหยวนอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หนุนภาคการส่งออกและเศรษฐกิจในบ้านที่ยังคงซบเซาอย่างหนัก ซึ่งต่างจากทิศทางในปี 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งปล่อยให้หยวนแข็งค่าตามกลไกมากกว่า เนื่องจากเป็นช่วงที่กำลังนำเงินเข้าตะกร้าสกุลเงินสำรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ทว่า การกดค่าเงินหยวนตามที่ทางการจีนต้องการ ไม่ใช่การปล่อยให้หยวนดิ่งเหวลงในคราวเดียวที่สุ่มเสี่ยงต่อความไร้เสถียรภาพทางการเงินเช่นในสัปดาห์ที่แล้ว ที่นักเก็งกำไรในตลาดออฟชอร์พากันชอร์ตเซลกันล่วงหน้าบนความคาดหมายว่าหยวนจะดิ่งไปแตะ 7-7.5 หยวน/เหรียญสหรัฐในปีนี้ ทำให้เงินหยวนอ่อนค่ารวดเดียวไปไกลเกินกว่าที่จีนควบคุมผ่านการกำหนดอัตราอ้างอิงในตลาดออนชอร์ไว้มาก
นอกจากเงินหยวนที่อ่อนค่าลงหนักในคราวเดียวจะทำให้ค่าเงินเสี่ยงต่อความไร้เสถียรภาพ กระทบต่อการค้าและการลงทุนแล้ว ก็ยังฉุดตลาดทุนให้ดิ่งเหว เร่งภาวะทุนไหลออก และกลับมากระทบค่าเงินอีกระลอกในที่สุดด้วย ซึ่งเป็นภาวะตลาดเสรีที่จีนยังไม่สามารถปล่อยให้ตลาดเป็นคนกำหนดได้อย่างเด็ดขาด
รอยเตอร์สได้อ้างการเปิดเผยของเทรดเดอร์ 2 ราย ในธนาคารสัญชาติยุโรปแห่งหนึ่งว่า พีบีโอซีทุ่มทุนเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อกำหนดทิศทางค่าเงินหยวนในครั้งนี้มากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา จากที่เคยทุ่มเงินเข้าพยุงราว 1,000-3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.63 หมื่นล้าน-1.08 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา ในครั้งนี้จีนทุ่มเงินเข้าสู้สูงกว่ามากที่ระหว่าง 1-2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.63-7.26 แสนล้านบาท)
การเข้าแทรกแซงครั้งนี้ที่ทำให้ต้นทุนกู้ยืมพุ่งไปแตะ 66.8% เมื่อวันอังคาร เป็นการปรามให้นักลงทุนชะลอการเก็งกำไร ก่อนที่ดอกเบี้ย Hibor จะทยอยลดลงมาแตะ 8.31% เมื่อวานนี้
ค่าเงินหยวนของจีนที่กลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น และมีสเปรดแคบลงระหว่างตลาดในประเทศและต่างประเทศ ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับจีนที่รับปากมาก่อนหน้านี้ว่า จะไม่มีการทำสงครามค่าเงิน หรือกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลงหนักเพื่อหนุนภาคการส่งออกอย่างที่โลกกังวล
แต่ในขณะเดียวกัน การแทรกแซงครั้งใหญ่นี้ก็เป็น “ทางสองแพร่ง” ที่ส่งผลเสียต่อจีนเองไม่น้อยเช่นกัน
เพราะเท่ากับเป็นการพิสูจน์ถึงการที่รัฐบาลจีนสามารถเข้าไปควบคุมเบ็ดเสร็จในตลาดเงิน-ตลาดทุนได้อีกครั้ง ทั้งที่รับปากเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามกลไกตลาดเสรีมากขึ้น
ไม่เพียงแต่การแทรกแซงค่าเงินออนชอร์ด้วยการกำหนดค่ากลางอ้างอิงเงินหยวน หรือแทรกแซงตลาดออฟชอร์ด้วยการให้แบงก์ของรัฐเข้าดูดซับสภาพคล่องเงินหยวน แต่รัฐบาลจีนยังมีการออกปากขอร้องให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศจำกัดการซื้อเงินเหรียญสหรัฐ รวมถึงระงับการปล่อยกู้ในประเทศให้ตลาดออฟชอร์
เคนนิกซ์ ไหล นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจากแบงก์ ออฟ อีสต์ เอเชีย ในฮ่องกง ให้มุมมองกับรอยเตอร์ส ว่า การเข้าแทรกแซงตลาดบ่อยครั้งจะยิ่งส่งผลกระทบฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพีบีโอซี และตั้งคำถามมากขึ้นว่า จีนมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปตลาดเงิน-ตลาดทุน ปล่อยเสรีค่าเงินหยวนตามที่รับปากไว้ก่อนหน้านี้จริงหรือไม่
นอกจากนี้ การออกมาแทรกแซงงัดกับตลาดครั้งนี้ ยังจะกระทบต่อความพยายามของจีนที่ต้องการผลักดันให้เงินหยวนมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวทีการค้าและการลงทุนระดับโลกมากขึ้น ทั้งการใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศหลังได้ไฟเขียวเข้าไอเอ็มเอฟ ใช้ในการชำระธุรกรรมระหว่างประเทศ และใช้ในการลงทุน
ก่อนหน้านี้ ทางการจีนออกโครงการผลักดันต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการค้าชายแดนที่หนุนการใช้เงินท้องถิ่นชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างกัน การตะลุยตั้งธนาคารชำระดุลเงินหยวนทั้งในเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ไปจนถึงการออกโครงการดึงดูดนักลงทุนสถาบันชั้นดีในต่างประเทศให้เข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ของจีน ซึ่งทั้งหมดนี้อาจขยายตัวได้ช้ากว่าที่คาดเอาไว้ หากการปฏิรูปตลาดของจีนไม่เร็วพอหรือเป็นไปตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและตลาดเงินตลาดทุน จีนอาจไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากพักยกปฏิรูป และเดินหน้าคุมเกมเบ็ดเสร็จไว้ก่อนในช่วงนี้







