
กม.ทวงหนี้อีกครั้ง
โดย...ชัตน์วรี [email protected]
โดย...ชัตน์วรี [email protected]
ติดตามความคืบหน้า พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2558 ขณะนี้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการธุรกิจการติดตามหนี้
เริ่มจากเจ้าหนี้ลดการตื๊อติดตามทวงหนี้จากเดิมที่จะต้องโทรทวงเช้าทวงเย็น ใช้ทุกกลยุทธ์ที่จะทวงหนี้ให้ได้ เปลี่ยนเป็นการทวงถาม 1-2 ครั้ง แล้วส่งฟ้องดำเนินคดีเลย เพราะเกรงว่าจะทำผิดกฎหมายทวงถามหนี้ ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ
ในที่สุด เวลานี้จะเริ่มเห็นปริมาณคดีความเกี่ยวกับฟ้องร้องสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิตมากขึ้น และศาลต้องขยายเวลาการพิจารณาคดี บริษัทติดตามหนี้ก็ส้มหล่นได้ค่าจ้างฟ้องร้องดำเนินคดีมากขึ้น
ส่วนลูกหนี้เองก็ทราบว่ามีกฎหมายทวงถามหนี้ รู้สิทธิตัวเองมากขึ้น แต่เมื่อไม่มีการมาทวงหนี้บ่อยๆ ก็ละเลยการชำระหนี้ ทำให้มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มากขึ้น
ด้านปริมาณการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการติดตามทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรมก็เริ่มลดลง โดยปัจจุบันการร้องเรียนเกี่ยวกับการติดตามทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะร้องเรียนไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
แต่กฎหมายใหม่ให้สามารถร&O3243;องเรียนได&O3243;ที่กรมการปกครอง สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ทําการปกครองจังหวัด กองบัญชาการตํารวจนครบาล ที่ว&O3242;าการอําเภอ และสถานีตํารวจทั่วประเทศ
ทั้งๆ ที่กฎหมายทวงหนี้ฉบับใหม่มีการกำหนดให้มีตั้ง “คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้” โดยกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ และให้มีการตั้งคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประจําจังหวัด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ ในส่วนกรุงเทพมหานคร ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประจํากรุงเทพมหานคร โดยให้ผู้บัญชาการตํารวจนครบาล เป็นประธานกรรมการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายทวงถามหนี้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังเห็นข่าว “เจ้าหนี้นอกระบบ” มีพฤติกรรมการทวงหนี้ข่มขู่และทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินอยู่
ย้อนมาดูว่ากฎหมายทวงถามหนี้ จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะปราบแก๊งทวงหนี้นอกรีตได้อย่างไร เรื่องนี้คงต้องฝากความหวังกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลกฎหมายให้มีความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น







