
พลิกแก้รธน.ไม่เซ็นเซอร์ข่าวในภาวะฉุกเฉิน
กรธ.ถอยเลิกเซ็นเซอร์ข่าวในช่วงภาวะฉุกเฉินแล้ว นายกฯ ยกสื่อยังติดใจคุมเฮทสปีช
กรธ.ถอยเลิกเซ็นเซอร์ข่าวในช่วงภาวะฉุกเฉินแล้ว นายกฯ ยกสื่อยังติดใจคุมเฮทสปีช
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ กรธ.ได้มีการเพิ่มเติมถ้อยคำในประเด็นเสรีภาพสื่อ โดยระบุถึงข้อยกเว้นที่รัฐจะเข้าไปตรวจสอบสื่อ หรือเซ็นเซอร์ข่าวได้ เมื่อมีการออกประกาศกฎอัยการศึกหรือพระราชกำหนดฉุกเฉิน นั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ตัดถ้อยคำทั้งสองออกไปแล้วเมื่อเช้าวันที่ 13 ม.ค. ให้เหลือไว้เพียงภาวะสงครามเท่านั้น
“เราคุยกันแล้วว่าเราจะตัดออกในประเด็นที่มีการใส่คำว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึกเข้าไปด้วย อาจเป็นเพราะฝ่ายเลขาฯ ไปใส่ลงมาทั้งหมด เพราะมันมีกฎหมายภาวะฉุกเฉินที่มีอำนาจระงับการสื่อสารหรือไปตรวจสอบได้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอีก ยกเว้นในภาวะสงครามหรือการรบที่ยังมีอยู่ จะได้ไม่ต้องไปตีความพันธนาการสื่อจนเกินความจำเป็น” นายชาติชาย กล่าว
ด้าน นายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเซ็นเซอร์ข่าว ทราบว่า กรธ.จะตัดเนื้อหาที่มีปัญหาออก ซึ่งทางสมาคมนักข่าวฯ ก็พอใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่สมาคมนักข่าวฯ กังวล โดยเฉพาะการบัญญัติห้ามสื่อเขียนเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ปรองดอง (เฮตสปีช) ซึ่งกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพแสดงความกังวล เพราะเรื่องดังกล่าวอาจกระทบกับสิทธิเสรีภาพในการรายงานข่าว ซึ่งหลังจากนี้ ฝ่ายสิทธิเสรีภาพจะหารือกันเพื่อทำข้อเสนออย่างเป็นทางการไปยัง กรธ.ต่อไป
ด้านความคืบหน้า การพิจารณาของ กรธ.มีประเด็นน่าสนใจ อาทิ การเพิ่มรายละเอียดในบทบัญญัติของหมวดแนวนโยบายของรัฐ โดยระบุถึงการกำหนดหลักการให้คลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรของอุปกรณ์สื่อสารเป็นสมบัติของรัฐ ในการจัดการให้มีและการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่หรือวงโคจรดังกล่าว ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะ และรัฐพึงจัดให้องค์กรที่เป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เข้ามารับผิดชอบดำเนินการในการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรให้เป็นไปตามที่ระบุ
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวว่า การเพิ่มบทบัญญัติในส่วนที่เป็นสิทธิในวงโคจรของอุปกรณ์สื่อสารดังกล่าว เพื่อให้ชัดว่าช่วงโซนวงโคจรของดาวเทียมที่รัฐและเอกชนมีการยิงดาวเทียมขึ้้นไปสถิตอยู่นั้น ถือเป็นสมบัติสาธารณะของชาติเช่นเดียวกับคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบคลุมทั้งในชั้นบรรยากาศและนอกชั้นบรรยากาศ







