
ปชป.ชนะเลือกซ่อม มาร์คยังต้องเหนื่อย
การต่อสู้ระหว่างสองพรรคใหญ่ ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเที่ยวนี้เป็น “การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์” ที่ผล “แพ้-ชนะ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ 1 เก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังสะท้อนถึง “กระแส” ความนิยมของทั้งสองพรรค
การต่อสู้ระหว่างสองพรรคใหญ่ ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเที่ยวนี้เป็น “การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์” ที่ผล “แพ้-ชนะ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ 1 เก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังสะท้อนถึง “กระแส” ความนิยมของทั้งสองพรรค
โดย...ทีมข่าวการเมือง
แม้จะเป็น “ชัยชนะ” ที่ “ประชาธิปัตย์” เฉือนเอาชนะ “เพื่อไทย” ในศึกเลือกตั้งซ่อม สส. กทม. เขต 6 รักษาเก้าอี้เดิมของประชาธิปัตย์ พร้อมเรียกขวัญกำลังใจให้กับทีมงานได้ไม่น้อย
ทว่าผลคะแนนแบบสูสีคะแนน ระหว่าง พนิช วิกิตเศรษฐ์ จากประชาธิปัตย์ และ ก่อแก้ว พิกุลทอง จากเพื่อไทย ซึ่งห่างกันเพียงแค่ 1.5 หมื่น กำลังกลายเป็นเรื่องน่าวิตกสำหรับพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาล ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ กับการเดินหน้าฝ่าวิกฤตต่อจากนี้
ต้องยอมรับว่า ถึงจะเป็นเพียงแค่การเลือกตั้งซ่อมเขตชานเมืองของกรุงเทพฯ (คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม หนองจอก) แต่กลับเป็นการเลือกตั้งที่ถูกจับจ้องมากที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ
เมื่อการต่อสู้ระหว่างสองพรรคใหญ่ ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเที่ยวนี้เป็น “การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์” ที่ผล “แพ้-ชนะ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ 1 เก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังสะท้อนถึง “กระแส” ความนิยมของทั้งสองพรรคใหญ่ และอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคม
ที่สำคัญนี่เป็นการเลือกตั้งครั้งแรก ภายหลังจากที่สังคมผ่านพ้นเหตุการณ์ความวุ่นวาย ความรุนแรง ความแตกแยก
หนำซ้ำยังเป็นการเลือกตั้งที่ถืออยู่ในสถานการณ์ “ไม่ปกติ” ทั้งอยู่ระหว่างการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ “ก่อแก้ว” ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ยังเป็น “ผู้ต้องหา” ที่อยู่ระหว่างถูกควบคุมตัว ไม่สามารถออกมาหาเสียงได้ตามปกติ
คะแนนเสียงที่ “พนิช” หรือ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเที่ยวนี้ ด้านหนึ่งจึงถือเป็นใบรับประกันความพอใจของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ กทม. และอาจเทียบเคียงต่อไปยังความรู้สึกของคนทั้งประเทศ ว่าส่วนใหญ่ยังพอใจในแนวทางการบริหารงานของประชาธิปัตย์
ทำให้ “รัฐบาล” อุ่นใจว่าแนวทางการบริหารงานที่ผ่านมา ยังได้รับการตอบรับจากประชาชน และเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้ง่ายขึ้น แม้หลายๆ เรื่องกำลังถูกกระแสคัดค้านจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในหลายจังหวัด การรุกไล่จัดการกับฝ่ายตรงข้าม หรือการดำเนินคดีที่ถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย
รวมไปถึงกระบวนการ “ปรองดอง” “ปฏิรูป” และ “สืบหาข้อเท็จจริง” ผ่านคณะกรรมการหลายๆ ชุด สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่สะดุด หลังจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาว่าประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
แต่อีกด้านหนึ่ง ผลการเลือกตั้งที่ออกมา “ก่อแก้ว” ทั้งที่เป็นแกนนำเสื้อแดง แถมยังถูกตั้งข้อหาจนต้องถูกคุมตัว และไม่เคยได้ออกมาหาเสียงในการเลือกตั้งสักครั้ง กลับได้รับคะแนนเสียงบี้ขึ้นมาหายใจรดต้นคอ “พนิช” และแซงนำในบางพื้นที่ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งที่ความได้เปรียบหลายเรื่องอยู่ที่ฝั่งประชาธิปัตย์ ทั้ง “อำนาจ” ในฐานะแกนนำรัฐบาล และเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ความสะดวกในการลงพื้นที่หาเสียง ต่างจาก “ก่อแก้ว” ที่ศาลไม่อนุญาตให้ออกมาหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายตามที่ทนายยื่นขอ ดังนั้นหากเป็นการต่อสู้กันตามบรรยากาศปกติ โอกาสที่ “เพื่อไทย” จะชนะย่อมไม่ยากเย็นแต่อย่างใด
เพราะงานนี้ “ตราบาป” จากการเผาบ้านเผาเมืองของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งประเมินว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนกรุงหันหลังให้เสื้อแดง จนนำมาสู่ชัยชนะถล่มทลายยกทีม 10 เขต จากทั้งหมด 14 เขต ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลับเริ่มใช้ไม่ได้ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ยิ่งหากทอดเวลานานออกไปเท่าไหร่ ปัจจัยนี้ย่อมไม่ใช่ความได้เปรียบของประชาธิปัตย์อีกต่อไป
ตรงกันข้ามคะแนนเสียงของ “ก่อแก้ว” ซึ่งไล่บี้ “พนิช” มาติดๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของ “เสื้อแดง” และ “เพื่อไทย” ที่ยังไม่จางหายไป แถมจะเป็น “เชื้อ” ให้นำไป “ตีปี๊บ” สร้างความฮึกเหิมให้กับกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่สร้างคะแนนนิยมเพิ่มเติม
ต้องยอมรับว่า เหตุผลที่ทำให้คะแนนของ “ก่อแก้ว” เพิ่มขึ้นมาในช่วงโค้งสุดท้าย มาจากความไม่พอใจหลายๆ นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในหลายพื้นที่ ถึงขั้นที่ อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป ต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรีบยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปจนถึงการไล่บี้จัดการฝั่งตรงข้ามที่มีคำถามถึงความชอบธรรม
ยิ่งพิจารณาจากเอแบคโพลล์ล่าสุด เรื่อง “ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้งทั่วประเทศ ชาวบ้านจะเลือกพรรคการเมืองใด” พบว่าคะแนนยังสูสีกันมาก ระหว่างประชาธิปัตย์ 32.5% และเพื่อไทย 31.9% ทั้งที่ถือเป็นจังหวะได้เปรียบที่สุดของประชาธิปัตย์
ชัยชนะแบบ “สูสี” ในวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่ประชาธิปัตย์ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ต่อไป
โดยเฉพาะกับการผนึกกำลังระหว่าง “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” ซึ่งจะเริ่มต้นลงพื้นที่รักษากระแสไม่ให้เงียบหาย ตั้งแต่สัปดาห์หน้า พุ่งเป้าโจมตีการทำงานของรัฐบาล อุ่นเครื่องการเลือกตั้ง เลี้ยงกระแส ไม่ให้จางหายไป
สอดรับกับความเห็นของนักวิชาการเจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งมองว่า คะแนนเลือกตั้งที่ไม่ห่างกันมาก อาจทำให้คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยมีกำลังใจที่จะสู้ต่อได้ และหากรัฐบาลยังทำงานไปเรื่อยๆ อาจดึงคะแนนนิยมให้ตกต่ำลงไปอีกได้เช่นกัน
เช่นเดียวกับ วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เห็นว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นไปตามการเลือกตั้งตามฐานเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ใน กทม. เมื่อคะแนนทิ้งไม่ขาด ก็แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยใน กทม.ยังแข็งแรงอยู่
ชัยชนะในศึกเลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ จึงเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับประชาธิปัตย์ที่ไม่อาจนิ่งนอนใจ หากหวังจะได้รับชัยชนะในครั้งต่อไป







