posttoday
น้ำมัน 20 เหรียญ ใกล้ความจริง ผลผลิตเกิน-แรงซื้อโลกซบ

น้ำมัน 20 เหรียญ ใกล้ความจริง ผลผลิตเกิน-แรงซื้อโลกซบ

13 มกราคม 2559

ราคาน้ำมันทั้งตลาดไนเมกซ์และน้ำมันดิบเบรนต์ทำท่าจะหลุดบาร์เรลละ 30 เหรียญสหรัฐเข้าไปทุกทีๆ จนบรรดาสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้งมอร์แกน สแตนเลย์ แบงก์ออฟอเมริกา โกลด์แมน แซคส์ ซิตี้กรุ๊ป ต่างออกมาคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะลงไปแตะเลข 2 อยู่ที่ช่วง 21-29 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ราคาน้ำมันทั้งตลาดไนเมกซ์และน้ำมันดิบเบรนต์ทำท่าจะหลุดบาร์เรลละ 30 เหรียญสหรัฐเข้าไปทุกทีๆ จนบรรดาสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้งมอร์แกน สแตนเลย์ แบงก์ออฟอเมริกา โกลด์แมน แซคส์ ซิตี้กรุ๊ป ต่างออกมาคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะลงไปแตะเลข 2 อยู่ที่ช่วง 21-29 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

บรรดาสถาบันพาณิชย์ต่างให้เหตุผลที่ราคาจะลงแตกต่างกันออกไป แต่ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงและไม่มีทีท่าฟื้นมาจาก “ผลผลิตล้นตลาด แรงซื้อโลกไม่ฟื้น” ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

ประการแรก ผลผลิตล้นตลาด จากการต่อสู้ระหว่างสหรัฐและกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เพื่อแย่งชิงเค้กส่วนแบ่งการตลาด หลังสหรัฐคิดค้นวิธีผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (เชล
ออยล์) ได้สำเร็จและมีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบอันดับท็อปเร็ว

แต่โอเปกต้องการรักษาส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้ ด้วยการคงอัตราการผลิตเอาไว้ที่มากกว่า 30 ล้านบาร์เรล จนผลผลิตล้นตลาด ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง ในขณะที่ปริมาณในคลังน้ำมันดิบของสหรัฐก็ล้นกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ราว 100 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ ในการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค. โอเปกไม่สามารถตกลงเรื่องกำลังการผลิตกันได้รู้เรื่องรู้ราวจนต้องเลื่อนออกไปคุยในการประชุมครั้งหน้าในเดือน มิ.ย.นี้ รวมถึงยังยกเลิกเพดานการผลิตที่เคยตั้งเอาไว้อีกด้วย ประกอบกับอิหร่านกำลังจะสามารถส่งออกน้ำมันได้เพิ่มสูงสุดถึงราว1 ล้านบาร์เรล หลังพ้นจากการคว่ำบาตรในปีนี้อีกด้วย

ความหวังที่กลุ่มโอเปกจะพูดคุยกันเพื่อนำไปสู่การปรับลดกำลังการผลิตเริ่มลดน้อยลงจากปัญหาด้านการเมืองระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียที่ปะทุขึ้นหลังซาอุดิอาระเบียสั่งประหารนักการศาสนานิกายชีอะห์ นำไปสู่ความไม่พอใจของชาวอิหร่านที่บุกเข้าเผาสถานทูตซาอุดิอาระเบีย สร้างความโกลาหลในตะวันออกกลาง

สำหรับอิหร่านแล้ว สนับสนุนการปรับลดการผลิตเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดและทำให้ราคาสูงขึ้น ตรงกันข้ามกับซาอุดิอาระเบียที่ไม่ว่าอย่างไรก็ยืนกรานที่จะคงอัตราการผลิต แม้เศรษฐกิจซาอุดิอาระเบียจะเผชิญกับปัญหาจากรายได้หลักที่หดลงไปแล้วก็ตาม และเพื่อแก้ปัญหาการขาดทุน ซาอุดิอาระเบียต้องตัดสินใจนำซาอุดิอรามโก รัฐวิสาหกิจน้ำมัน เข้าตลาดหลักทรัพย์ในที่สุด

ประการที่สอง แรงซื้อโลกไม่ฟื้นจากเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่ โดยเฉพาะจีนที่เรียกได้ว่าเป็นผู้บริโภครายใหญ่ กำลังติดอยู่ระหว่างการปฏิรูปเปลี่ยนผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการผลิตและการส่งออก เป็นการบริโภคและการบริการภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้จีนไม่อาจโตแรงได้อย่างแต่ก่อน

มิสวิน มาเอช นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จากบาร์เคลย์ ระบุว่า แม้แรงซื้อน้ำมันของจีนจะขยายตัว 5% เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา แต่ในเดือน พ.ย. 2015 ความต้องการซื้อน้ำมันร่วงลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2014 กลายเป็นการปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่ ก.ค. 2014

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากบาร์เคลย์ยังคาดการณ์ด้วยว่า แรงซื้อจีนจะอยู่ขยายตัวอยู่ที่ราว 3 แสนบาร์เรล/วัน หรือ 3% ในปี 2016 นี้ น้อยกว่าประมาณการของปีที่อยู่ที่ 5.1 แสนบาร์เรล/วัน แสดงให้เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนที่อ่อนแอลง

ตลาดหุ้นจีนร่วงลงไปอย่างแรงต้อนรับปีวอก และความวิตกกังวลก็แพร่กระจายไปทั่วโลก เรียกได้ว่า หุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันทิ้งตัวลงไปพร้อมๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่หุ้นสหรัฐที่เป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว โดยความกังวลต่อจีนไม่ได้หยุดอยู่ที่เศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความกังวลต่อสงครามค่าเงินหลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เดินหน้าปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนติดต่อกัน 1.1% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดังนั้น จึงนำไปสู่ประการที่สาม แรงซื้อโลกไม่ฟื้นเนื่องจากค่าเงินอ่อนเมื่อเทียบเหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันจึงแพงเมื่ออยู่ในรูปแบบสกุลเหรียญสหรัฐ โดยมอร์แกนสแตนเลย์ ระบุว่า ในช่วงที่น้ำมันร่วงลงจากเลข 3 หลัก สู่ 60 เหรียญสหรัฐ เป็นผลมาจากปริมาณน้ำมันดิบล้นตลาด แต่ในช่วงที่น้ำมันร่วงลงจาก 55 เหรียญสหรัฐ เป็น 35 เหรียญสหรัฐ เป็นผลมาจากการแข็งค่าขึ้นของเหรียญสหรัฐ

เหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมาตลอดปี 2015 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2016 นี้ จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในขณะที่การอ่อนค่าเงินหยวนของพีบีโอซี ก็ทำให้ค่าเงินในแต่ละประเทศที่ทำการค้ากับจีนอ่อนค่าลงตามไป ตามหลังแรงเสริมจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นปัจจัยกดดันค่าเงินของแต่ละประเทศลงไปอีก

ค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะช่วยให้ผลผลิตของจีนมีความน่าซื้อมากขึ้น เนื่องจากราคาจะถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศที่สกุลเงินแข็งค่ากว่า อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ราคาสินค้านำเข้า ซึ่งรวมถึงน้ำมันจากประเทศที่ค่าเงินแข็งค่ากว่าก็จะแพงขึ้นไปด้วยและยิ่งกำจัดแรงซื้อลง

เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นยังมีแนวโน้มให้เกิดสงครามค่าเงินตามมาอีกด้วย เนื่องจากแต่ละประเทศต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายก็มักจะเป็นตัวเลือกอันดับ 1 อยู่เสมอ ซึ่งผลที่ตามมาคือค่าเงินในประเทศนั้นๆ จะอ่อนค่าลง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ค่าเงินที่ถูกลงจะกลายเป็นการจำกัดแรงซื้อโลกเข้าไปอีก

กว่าราคาน้ำมันดิบจะฟื้นตัวก็คงต้องรอกันปีหน้า โดยแบงก์ออฟอเมริกา คาดการณ์ว่า ตลาดจะกลับคืนสมดุลได้เมื่อสหรัฐปรับลดกำลังการผลิตลงและแรงซื้อจากสหรัฐที่เพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันเบรนต์จะอยู่ที่บาร์เรลละ 61 เหรียญสหรัฐ และไนเมกซ์ที่ 59 เหรียญสหรัฐ ในปี 2017

ราคาน้ำมันดิบจึงยังคงอยู่ในช่วงขาลงไปเรื่อยๆ จาก “ผลผลิตล้นตลาด แรงซื้อโลกไม่ฟื้น” เช่นนี้ต่อไปจนกว่าที่ผลผลิตจะเลิกล้นตลาดและแรงซื้อโลกจะฟื้น และเมื่อนั้นราคาน้ำมันถึงจะฟื้นตัว ซึ่งยังไม่เห็นในเร็วๆ นี้แน่นอน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง