
รัฐกระเป๋าแฟบ แก้ภัยแล้ง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
วิกฤตภัยแล้งและราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ กำลังกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจและการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล
ปัญหาภัยแล้งปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรโดยเฉพาะชาวนาเพาะปลูกไม่ได้ส่งผลให้รายได้หด ความเป็นอยู่ลำบากขึ้น มีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ลามไปถึงเงินไม่พอชำระหนี้ ทำให้สถาบันการเงินมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น ลุกลามจากเศรษฐกิจฐานรากไปถึงสถาบันการเงิน
ตัวเลขที่เห็นได้ชัด คือ ตัวเลขหนี้เสียของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เพิ่มขึ้นจาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท เพราะเพาะปลูกไม่ได้ ราคาพืชผลไม่ดีทำให้ไม่มีเงินชำระหนี้
ด้านตัวเลขหนี้เสียของธนาคารออมสินที่เป็นคนมีรายได้น้อย ก็เพิ่มขึ้นจาก 1% กลายเป็น 2% ถึงแม้ว่าเทียบกับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสียจำนวนไม่มาก แต่อัตราการเพิ่มของหนี้เสียในภาพรวมก็ถือว่าก้าวกระโดดเช่นกัน
มาถึงตอนนี้ที่เป็นวิกฤตเฉพาะหน้าของรัฐบาล คือ แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ จากราคาที่สูงกว่า 100 บาท ตอนนี้เหลือราคาแค่ 3 กิโลกรัม 100 บาท ทำให้เกษตรกรออกมากดดันรัฐบาลอย่างหนักเพื่อให้หาทางช่วยเหลือ
หากพิจารณาสภาพที่เป็นอยู่ การช่วยเหลือเกษตรกรในขณะนี้เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาระยะสั้นทำราคาพืชผลทางการเกษตรให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่ราคาตก เพราะรัฐบาลยืนยันไม่ทำโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากทำให้รัฐบาลเสียหายอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลที่แล้วทำมา 2 ปี ใช้เงินไป 9 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนถึงวันนี้กว่า 5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้ โดยไม่เป็นภาระภาษีของประชาชน
ขณะที่การแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่เกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือพยุงราคาไม่ต่ำกว่า 60 บาท/กิโลกรัม เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับเองว่าประเทศไม่มีเงินไปอุ้มได้มากมายขนาดนั้น การแก้ไขปัญหาต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การลดการปลูก ทำการแปรรูปยางให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และการหาทางใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น เช่น การนำไปสร้างถนน เป็นต้น
ทั้งหมดจะเห็นว่ารัฐบาลยังพยายามเต้นหนีการช่วยเหลือปัญหาภัยแล้งและพืชผลเกษตรตกต่ำเฉพาะหน้า สาเหตุเพราะไม่มีเงิน ไม่ใช่ไม่อยากจะช่วยเหลือ
หากดูจากปีที่ผ่านมาปัญหาภัยแล้งรุนแรงระดับหนึ่ง รัฐบาลยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแจกเงินช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ หรือครอบครัวละ 1.5 หมื่นบาท รัฐบาลต้องใช้เงินถึง 4 หมื่นล้านบาท สำหรับปีนี้ปัญหาภัยแล้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากจะช่วยด้วยวิธีการแบบนี้อีก หนีไม่พ้นต้องใช้เงินจำนวนที่มากกว่า แต่รัฐบาลไม่มีเงินจึงไม่สามารถที่จะดันมาตรการออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
นอกจากนี้ การแก้ปัญหาภัยแล้งและยกระดับความเป็นอยู่ของคนมีรายได้ ผ่านโครงการเร่งด่วนซ่อมสร้างถนนและแหล่งน้ำทั่วประเทศ 4 หมื่นล้านบาท โดยโครงการดำเนินการตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่ถึงวันนี้มีการเบิกจ่ายได้แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการซ่อมสร้างถนนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท
ส่วนการเบิกจ่ายของการบริหารจัดการน้ำและความเป็นอยู่ของเกษตรกรเบิกจ่ายได้น้อยมาก ทำให้การแก้ปัญหาภัยแล้งไม่คืบหน้า และการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรก็ยังไม่ดีขึ้น
ด้านการดำเนินการช่วยเหลือของกระทรวงที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้งบประมาณปี 2559 ถึง 8.5 หมื่นล้านบาท ก็ยังไม่มีแผนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและรายได้ของเกษตรกรที่ตกต่ำที่ชัดเจน
เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีปัญหาการทำงาน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาพืชผลที่ตกต่ำได้ อีกด้านหนึ่งก็ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตต่างๆ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้
ขณะที่งบกลางปี 2559 ที่เป็นอำนาจการใช้ของนายกรัฐมนตรีก็มีจำกัด 9.6 หมื่นล้านบาท หากนำไปแก้ปัญหาภัยแล้งหรือเพิ่มรายได้เกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ก็จะมีปัญหาไม่มีเงินเก็บไว้ใช้ในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณที่เหลืออยู่ถึง 9 เดือน ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดภัยธรรมชาติหรือปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง และต้องใช้เงินจากงบกลางเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือไม่ ทำให้รัฐบาลต้องเก็บกระสุนงบกลางไว้ ไม่สามารถทุ่มช่วยเหลือเกษตรกรได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลก็มีภาระจากการเข้าไปช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจอื่นจำนวนมาก เช่น การออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในโครงการมาตรการช็อปช่วยชาติ เสียเงินภาษีไป 5,000 ล้านบาท มาตรการลดภาษีให้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียว เสียเงินไปอีก 1 หมื่นล้านบาท มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว เสียภาษีอีกหลายพันล้านบาท ยังมีมาตรการเงินซอฟต์โลน 1.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลต้องชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคารออมสิน 7 ปี เป็นเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ทั้งหมดยังไม่รวมกับมาตรการภาษีกระตุ้นการลงทุน ทั้งผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มาตรการภาษีเศรษฐกิจพิเศษ มาตรการภาษีเร่งการลงทุนต่างๆ ที่ออกมาอีกจำนวนมาก ทำให้ในระยะสั้นและปานกลางรัฐบาลต้องสูญเงินภาษีไปอีกจำนวนมาก แม้ว่าจะได้คืนกลับมาในอนาคตระยะยาว
ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีเงินแก้ปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เพราะรัฐบาลถังแตกเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า และที่ผ่านมาใช้เงินไปอุ้มผู้ประกอบการรายใหญ่และเอสเอ็มอีจำนวนมาก ทำให้กระสุนเหลือน้อยที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ทำให้มีความพยายามของรัฐบาลที่จะบีบให้ ธ.ก.ส.เข้าไปช่วยอุ้มรายได้เกษตรกรด้วยการพักชำระหนี้รายที่ไม่เกิน 5 แสนบาท แต่รัฐบาลไม่ชดเชย ทำให้ ธ.ก.ส. ต้องเข้าเนื้อถึง 6,000 ล้านบาท ส่งผลให้ ธ.ก.ส. ไม่ดำเนินการให้จนรัฐบาลไม่พอใจถึงขนาดพยายามบีบผู้บริหารให้ออกจากตำแหน่ง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลเกษตรตกต่ำในขณะนี้ รัฐบาลทำอะไรไม่ได้มากเพราะไม่มีเงินในกระเป๋า ทำให้รัฐบาลทำได้แค่ประคองสถานการณ์ปัญหาตอนนี้ให้ทรงกับไม่ทรุดไปมากกว่านี้เท่านั้น







