posttoday
แก้สองมาตรฐาน

แก้สองมาตรฐาน

26 กรกฎาคม 2553

....ปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา

หลังจากการเผชิญหน้าอันเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศได้ยุติลง (เป็นการชั่วคราว) รัฐบาลก็พยายามค้นคว้าหาแนวทางที่จะทำให้คนในชาติลดความขัดแย้ง อันอาจจะนำไปสู่การเผชิญหน้าในอนาคต โดยมีการกำหนดนโยบายต่างๆ และตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายชุดเพื่อสะสางเรื่องราวที่ผ่านมาและกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “สองมาตรฐาน” ซึ่งก็คงจะใช้ระยะเวลาหนึ่งที่จะนำความคิดจากคณะกรรมการต่างๆ มาแปรเป็นแผนงาน โครงการ และมาตรการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเชื่อว่าเวลาไม่คอยท่าเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบันเสมือนหนึ่งหม้อน้ำที่ตั้งอยู่ในกองไฟ ถ้าไม่รีบดับไฟเสียก็จะเดือดขึ้นมาอีกโดยง่าย

ผมคิดว่ารากเหง้าของปัญหาปัจจุบันคงไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจพื้นฐาน ฟังดูจากหน่วยงานทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น สศช. พาณิชย์ ธนาคารชาติ สถาบันการเงิน และวิสาหกิจชั้นนำทั้งหลาย ต่างเห็นออกมาให้ข้อมูลเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้น แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ยังมีน้อยคนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระจายรายได้ คนจน คนรวย หรือข้อมูลในเชิงลึก เช่น ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการคอร์รัปชัน หรือการใช้เงินภาษีอากรไปในโครงการที่ไม่เห็นผล ซึ่งเหล่านี้น่าจะเป็นข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะนำมาใช้เพื่อกำหนดทิศทางในเชิงนโยบาย แผนงาน โครงการ เพื่อลดช่องว่าง “สองมาตรฐาน” ทางเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง

ปัญหาเศรษฐกิจส่วนรวมนั้นอาจจะเป็นส่วนที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากรายได้อันเกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการส่งออกและการนำเข้า

ดังนั้น การส่งออก ระดับราคาสินค้า ตลอดจนการแข่งขันการพัฒนาเทคโนโลยี จึงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยมาก ผมคิดว่าส่วนที่น่าจะให้ความสำคัญในช่วงสั้นๆ เพื่อเป็นการเยียวยาโรค “สองมาตรฐาน” ควรจะเป็นปัญหาเชิงสังคม และการเมืองมากกว่า ซึ่งอย่างน้อยที่สุดเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องภายในประเทศเสียส่วนใหญ่ และกลไกของรัฐจะช่วยได้เป็นอย่างมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่สำคัญคือสามารถปฏิบัติได้ทันที

ซึ่งประเด็นทางสังคมและการเมืองเหล่านี้เป็นประเด็นที่เป็นสิ่งที่เรียกร้องมากที่สุดจากภาคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาส ผู้มีรายได้น้อย และคนชั้นกลางที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำและแบกภาระภาษีอยู่ขณะนี้ (หมายถึงคนชั้นกลางแท้ๆ ไม่ใช่พวกที่รวยแล้วอ้างว่าเป็นชนชั้นกลาง ที่เสียภาษีน้อยๆ หรือไม่เสียเลย) และถือว่าอยู่ในหัวใจของประชาชนมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นเรื่องใกล้ตัว กล่าวคือ

1.เรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เดี๋ยวนี้จะเกิดม็อบขึ้นบ่อยๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกใจ เพราะชาวบ้านเขาบอกว่า ถ้าเขาไปหาตำรวจ อำเภอ หรือส่วนราชการเพื่อร้องเรียนเรื่องใด หากไปคนเดียวก็ไม่มีใครสนใจ หากไป 10 คน ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาดูแลบ้าง แต่ถ้าไปสัก 100 คน ก็จะมีผู้หลักผู้ใหญ่มาต้อนรับและให้ความสนใจเป็นอย่างดี

นี่ก็คือสาเหตุที่เราเห็นม็อบบ่อยๆ ถามจริงๆ เถอะชาวนาชาวไร่ หรือผู้ใช้แรงงาน จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมใช้สิทธิของตัวเองยากไหม ทำอย่างไรจะให้มีการปรับปรุงให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนเองและการปกป้องสิทธิได้ง่ายกว่านี้ มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ มีความเสมอภาคมากกว่านี้

เรื่องนี้เป็นสิทธิของประชาชนที่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับไว้อย่างชัดเจน ถ้าจะลด “สองมาตรฐาน” ต้องสร้างความเท่าเทียมในเรื่องนี้ให้มากที่สุดและโดยเร่งด่วน

2.เรื่องบริการทางสุขภาพ แม้เรื่องบริการทางสุขภาพจะได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนาการบริการทางสุขภาพก็ยังเป็นปัญหาใหญ่กับคนด้อยโอกาส ผู้มีรายได้น้อยและคนชั้นกลาง จำเป็นจะต้องขยายการดูแลสุขภาพให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นทั้งในแง่ประเภทของการเจ็บป่วย และการประกันสุขภาพอื่นๆ รวมทั้งจำนวนเงินที่เป็นเงินอุดหนุนสำหรับโรงพยาบาลที่ให้การรักษาด้วย

นอกจากนั้น ยังควรพิจารณาเพิ่มบุคลากรพยาบาลและบุคลากรทางสาธารณสุขอื่นๆ ที่สามารถวินิจฉัยโรคขั้นพื้นฐานให้กับผู้เจ็บป่วยที่ไม่เป็นโรคที่รุนแรง เพื่อให้สามารถครอบคลุมจำนวนคนป่วยให้มากยิ่งขึ้น และอาจพิจารณาหน่วยรักษาเคลื่อนที่ให้มีความเข้มแข็งและปฏิบัติงานเป็นปกติในการเยี่ยมเยียนไปตามชุมชนต่างๆ ทั้งในชนบทและชุมชนเมืองด้วย

ในต่างประเทศขณะนี้มีบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์สำหรับโรคพื้นฐานที่ไม่ใช่โรคติดต่อหรือโรคที่มีความรุนแรงด้วย

3.การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องคาราคาซังมานาน อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีใครแก้ปัญหาเพราะไปกระทบผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ หรือเพราะมันยากเกินไปหรือเพราะไม่มีข้อมูลจึงไม่แน่ใจก็ไม่ทราบ เรื่องต่างๆ เช่น เรื่องการจัดที่ดินให้เกษตรกร การจัดสรรน้ำอย่างมีส่วนร่วม การจัดการแนวเขตป่าไม้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ทรัพยากรชายฝั่ง ฯลฯ ก็ไม่คืบหน้าไปที่ไหน ที่อยากจะให้ทำทันทีก็คือ

การขายที่ดินของรัฐแบบผ่อนส่งให้กับเกษตรกรโดยออกเอกสารสิทธิตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินในที่ที่จำแนกออกจากพื้นที่ดินของรัฐ เช่น ที่ป่าไม้ เป็นต้น

การจัดการแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินอย่างมีส่วนร่วม และการจัดการเรื่องแนวเขตที่ดินและการครอบครองที่ดินในเขตที่ดินของรัฐให้สำเร็จและมีความยั่งยืนไม่ใช่ให้เสร็จๆ ไป และทำอย่างให้ผ่านๆ ไปเพียงแค่กลบเกลื่อนเรื่องแทนที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

อนึ่ง เพื่อลดแนวโน้มในการก่อความรุนแรงอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองน่าจะรีบเร่งแยกกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยสันติจากกลุ่มที่ประสงค์จะก่อความรุนแรงให้ได้

กลุ่มเสี่ยงที่อาจจะถูกชักจูงให้ก่อความรุนแรงมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และมอเตอร์ไซค์วัยรุ่น กลุ่มแท็กซี่ กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัด หรือคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย ซึ่งทุกกลุ่มก็ย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันได้

แต่กลุ่มเป้าหมายที่จะต้องเข้าไปเยียวยาก็คือกลุ่มที่เคยใช้ความรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะก่อความรุนแรงในอนาคตซึ่งปะปนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการต่างๆ อย่างเข้มข้น โดยต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทัศนคติ ควบคู่ไปกับการป้องกันมิให้กลุ่มที่นิยมความรุนแรงแพร่เชื้อความคิดการนิยมความรุนแรงออกไปได้

สังคมยังเชื่อว่าคนในกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ก็ยังต้องการประกอบอาชีพต่อไป มีการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างสงบ รักสันติและปฏิเสธความรุนแรงทั้งหมดที่เสนอมาเป็นมาตรการเชิงบวกที่อยู่ใกล้ตัวใกล้ใจคนทั้งในกรุงและต่างจังหวัดทั้งสิ้น เป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถปฏิบัติได้ทันที ขึ้นอยู่กับว่าผู้เกี่ยวข้องจะตั้งใจและทุ่มเทกันแค่ไหนเพียงใด

ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่เป็นมาตรการระยะยาวที่ควรคำนึงถึงอย่างยิ่งก็คือการจัดการระบบการศึกษาซึ่งนับวันจะต้องพึ่งพาอาศัยการกวดวิชาเพื่อแข่งขันกันเข้าสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง

ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่จำนวนโรงเรียนหรือปัญหาของครูเอง หรือเงินทุนเพื่อการศึกษาเท่านั้น แต่คงจะเป็นปัญหาเรื่องคุณภาพของการศึกษาซึ่งน่าจะพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนในต่างจังหวัดและในเมืองที่เข้าถึงสถานศึกษาที่มีมาตรฐานได้เท่าเทียมกัน

คนไทยทุกวันนี้เสียเอกลักษณ์ที่ดีของความเป็นคนไทยไปมากและอย่างรวดเร็ว เช่น ความเกรงใจ ความอดทน ยิ้มสู้ ฯลฯ สังคมต้องช่วยกันคิดให้มีการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมให้เอกลักษณ์เหล่านี้กลับคืนมาสู่จิตวิญญาณของคนไทย

เราจะมอบภารกิจที่จะฟื้นฟูเอกลักษณ์ที่ดีให้กับรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ ในยุคสังคมสารสนเทศและการสื่อสารหน่วยงานทางสังคมตั้งแต่เล็กจนใหญ่ ต้องสร้างเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยการมีส่วนร่วมให้ได้จะเป็นเวทีจริงที่มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้คนจริงๆ หรือเวทีบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้และภาคส่วนของสังคมตั้งแต่ครอบครัว ชุมชนสังคมไซเบอร์โรงเรียน มหาวิทยาลัย ประชาสังคม

ตลอดจนกลุ่มอาชีพต้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์แนวทางปฏิบัติ แผนงาน โครงการเป้าหมายและการบริหารจัดการให้สามารถบรรจุความสำเร็จในการชูเอกลักษณ์ที่ดีของคนไทยทั้งที่มีอยู่ดั้งเดิมและเอกสิทธิที่สังคมต้องการ เช่น การสร้างสังคมที่เคารพสิทธิผู้อื่น รังเกียจการคอร์รัปชัน สนใจวิทยาศาสตร์และความจริงที่พิสูจน์ได้

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี