posttoday
ทอร์นาโดเศรษฐกิจ ภาคการผลิตฟื้น

ทอร์นาโดเศรษฐกิจ ภาคการผลิตฟื้น

26 กรกฎาคม 2553

การปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 4.3-5.8% เป็น 6.5-7.5%

การปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 4.3-5.8% เป็น 6.5-7.5%

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

ทอร์นาโดเศรษฐกิจ ภาคการผลิตฟื้น

ถือเป็นการขยับแบบ “ช็อก” วงการ เพราะเป็นการประกาศตัวเลขขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉียดๆ 2% ทั้งที่ยังอึมครึมทางการเมือง

อานิสงส์ของตัวเลขนี้ คือ ตัวสะท้อนว่า ภาคเศรษฐกิจจริง (เรียลเซกเตอร์) ซึ่งมีการจ้างงานสูงน่าจะได้โงหัวได้ในปีนี้แน่นอน

ตามข้อมูลของ ธปท. ยังชี้ว่าการลงทุนภาคเอกชนมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น การใช้กำลังการผลิตในระดับสูง

ที่สำคัญบางอุตสาหกรรมเดินสายพานการผลิตเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยบูมสุดๆ กำลังการผลิตเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ที่ 80% ด้วยซ้ำ

ธปท.ประเมินว่า การลงทุนเอกชนปีนี้จะขยายตัว 13-15% ส่วนการลงทุนภาครัฐจะเพิ่ม 0.5-2.5%

กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ เกิดมาจากยอดส่งออกสินค้าช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2553 มีมูลค่า 93,066 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 36.6%

เฉพาะในเดือน มิ.ย. 2553 มูลค่าส่งออกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 18,038 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 46.3%

ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 15,716 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวถึง 37.9%

นั่นหมายความถึงวัตถุดิบในการผลิตและเครื่องมือเครื่องจักรใหม่ๆ ที่ถูกนำเข้ามาใช้ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวสูงต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า แนวโน้มภาคเศรษฐกิจจริงขณะนี้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง


ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือน เม.ย. ขยายตัว 10.4% ขณะที่เดือน พ.ค. แม้จะมีปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง แต่ก็ขยายตัวได้ 19%

ส่วนยอดขายปูนในเดือน มิ.ย.นี้ คาดว่าจะขยายตัว 5% ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ เนื่องจากฐานคำนวณที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ปริมาณจำหน่ายเหล็กซึ่งเป็นสินค้าอีกรายการที่สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจก่อสร้าง พบว่า ในเดือน เม.ย. ขยายตัว 26.7% เดือน พ.ค. สะดุดเล็กน้อยขยายตัวลบ 2.4%

ขณะที่ในเดือน มิ.ย. คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 2% ได้ ตามแนวโน้มของการฟื้นตัวของการลงทุนภายในประเทศที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น

ส่วนปริมาณการขายรถยนต์ภายในประเทศในเดือน มิ.ย. มี 7.05 หมื่นคัน สูงที่สุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 62.6% จากปีก่อน

รวม 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) มียอดขายรถยนต์ 3.56 แสนคัน เพิ่มขึ้น 54.1%

ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจยานยนต์มีการขยับเป้าการผลิตรถยนต์ ในปี 2553 เป็น 1.56 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ผลิตได้ 9.99 แสนคัน คิดเป็น 56.16%

ถือเป็นสถิติใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในรอบ 50 ปี!!!

แหล่งข่าวจาก สศค. วิเคราะห์ว่า ยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิต และผลประกอบการภาคอุตสาหกรรมเติบโตต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลง

รวมทั้งเกิดจากความพยายามของรัฐบาลที่เดินหน้าตามแผนปรองดองแห่งชาติให้เป็นรูปธรรม หนุนให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการปรับตัวดีขึ้น และมีค่าดัชนีเกิน 100

“บ่งชี้สัญญาณการลงทุนที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2553” แหล่งข่าวระบุ

ขณะที่การนำเข้าที่ขยายตัว โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงที่ 33% ชี้ถึงการจับจ่ายใช้สอยที่ต่อเนื่องภายในประเทศ

สอดคล้องกับตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงที่ขยายตัวที่ 21.2%

ในขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุน ซึ่งสามารถขยายตัวได้ถึง 60.1% และ 32.1% บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีการนำเข้าเพื่อขยายการลงทุนมากขึ้น และเป็นการนำเข้าเพื่อการผลิตเพื่อส่งออก

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จีดีพีที่สูงขึ้นเกิดจากการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการส่งออก และการทยอยฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศ

หลังจากที่ความเสี่ยงทางการเมืองลดระดับลง ช่วยชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง

ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจีดีพีประจำไตรมาส 2/2553 น่าจะขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดไว้ 5.5-6% ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 น่าจะอยู่ในระดับ 6% ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม คงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2553

โดย ธปท.จะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยประจำเดือน มิ.ย. วันที่ 30 ก.ค.นี้อีกครั้ง จะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

ขณะที่ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจต่างๆ ในเดือน เม.ย. และเดือน พ.ค. ที่ขยายตัวดี

ประกอบกับตัวเลขการส่งออกไม่รวมทองคำเดือน มิ.ย. ที่สูงถึง 40% ทำให้ประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 2 น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 7% ส่งผลให้โดยเฉลี่ยจีดีพี ครึ่งแรกของปีนี้น่าจะขยายตัวได้ราว 10%

โดยปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักๆ ของไทยตอนนี้คือการผลิตภาคอุตสาหกรรม เห็นได้จากสินค้าส่งออกหลักๆ ที่ขยายตัวดี ได้แก่ พวกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น พวกยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรอุปกรณ์

นายเศรษฐพุฒิ มองว่าเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างเดียวก็น่าจะช่วยให้จีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัวได้เกือบ 6% แล้ว ส่วนภาคบริการนั้น แม้บางส่วนเช่นโรงแรมร้านอาหารจะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ภาคบริการอื่นๆ เช่นพวกขนส่งและการค้า น่าจะยังคงขยายตัวได้

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ แบงก์ไทยพาณิชย์ ฟันธงว่า จีดีพีไตรมาส 2 จะขยายตัวได้กว่า 7%

อย่างไรก็ตาม เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งแรกของปีถูกขับเคลื่อนโดยการผลิตอุตสาหกรรมและการส่งออก

ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่จะแผ่วลงในครึ่งหลังของปีตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในการฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนสหรัฐ ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป รวมไปถึงความพยายามของรัฐบาลจีนที่ต้องการลดความร้อนแรงของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ไทยพาณิชย์ มองว่าโดยเฉลี่ยทั้งปี 2553 จีดีพีของไทยน่าจะขยายตัวได้ราว 6-7% ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่นับว่าดูดี

“เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงน่าจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยแผ่วลงไปด้วยในครึ่งหลังของปี” นายเศรษฐพุฒิ ระบุ

แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวสูง แต่ปัญหาก็คือขณะนี้ประชาชนยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เนื่องจากการซึมลงของรายได้ในระบบ ยังไปไม่ถึงระดับรากหญ้า

เนื่องจากเศรษฐกิจดีเฉพาะกลุ่มส่งออกและสินค้าคงทนที่อาศัยอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นตัวกระตุ้น เช่น รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่กลุ่มแรงงานผู้มีรายได้น้อย คือกลุ่มที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

โดยภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบเต็มๆ จากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ปริมาณแรงงานในภาคเกษตรกรรมลดลงถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งเป็นการลดลงสูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ขณะที่ตัวเลขผู้ตกงานรวมทั้งประเทศขณะนี้ก็สูงถึง 5.9 แสนคน เนื่องจากผลกระทบทางการเมืองที่มีต่อเนื่องมาส่วนหนึ่ง

ส่วนการก่อสร้างในต่างจังหวัดขณะนี้มีปัญหา เนื่องจากเป็นช่วงปลายของการใช้งบประมาณปี 2553

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็งให้ลงถึงรากลึกมากที่สุด

สำหรับการท่องเที่ยวยังคงเป็นปัญหา เพราะต้องรอให้ถึงช่วงไฮซีซัน เดือน ต.ค. อีกเกือบ 3 เดือน ทำให้แรงงานที่อยู่ในธุรกิจนี้และธุรกิจเกี่ยวเนื่องต้องเหี่ยวแห้งไปตามๆ กัน

การบ้านที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีต้องเร่งรัดคือการกระจายเงินที่กระจุกอยู่ในภาคธุรกิจที่ขยายตัวสูง เข้าสู่ภาคเศรษฐกิจฐานราก

พร้อมกระตุ้นการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนในระดับภูมิภาค เพื่อหนุนเงินปริมาณเงินสะพัดในระบบมากที่สุด

หากทำได้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ ธปท.ประเมินไว้ 7.5% อาจพุ่งฉิวไปถึง 8-9%

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ