posttoday
ประเทศไทย...จะอยู่รอดหรือไม่

ประเทศไทย...จะอยู่รอดหรือไม่

12 มกราคม 2559

โดย...อุเทน ชาติภิญโญ

โดย...อุเทน ชาติภิญโญ

ถือโอกาสกล่าวแฮปปี้นิวเยียร์ สวัสดีปีใหม่ 2559 ท่านผู้อ่าน “โพสต์ทูเดย์” ทุกท่าน ถือเป็นครั้งแรกของปีนี้ที่ได้แวะเวียนมาแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ผ่านคอลัมน์ “หุ้นส่วนประเทศไทย” อีกครั้ง ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้สาระความรู้ติดอาวุธทางปัญญาได้ไม่มากก็น้อย

ส่วนใครที่อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือมีข้อเสนอแนะ เชิญติดตามกันได้ที่เฟซบุ๊ก “Utain Shartpinyo” ที่เปิดกว้างทุกฝ่าย ทุกความเห็น

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีงานสังสรรค์รื่นเริงหรือท่องเที่ยวพักผ่อนอย่างเช่นทุกๆ ปี ใจหนึ่งตัวผมก็อิ่มเอมกับบรรยากาศความสุขสนุกสนานเหมือนกับคนอื่นๆ แต่อีกใจก็อดห่วงสถานการณ์ที่จะเกิดในปี 2559 ที่จะมาถึงไม่ได้ ห่วงที่สุดก็คงเป็น “ประเทศไทย” จะอยู่รอดหรือไม่ เพราะหากประเทศชาติไปไม่รอด ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร

ภาพที่เห็นตามข่าว หรือในสังคมออนไลน์ หลายชีวิตต่างโลดเต้นเสพสุขกันอย่างเต็มที่ บางคนอาจจะทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป แต่ก็เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องทนทุกข์ หรือพยายามแสวงหาความสุขในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ก็อยากให้ทุกคนลองสำรวจตัวเองดูว่าอยู่ในกลุ่มไหน ไม่ว่าสุขจริง-สุขปลอม หรือทุกข์จริง-ทุกข์ปลอม ก็ขอให้มีสติ อย่าหลงไปกับมัน

ปัจจัยหลายๆ อย่างทำให้ผมอดที่จะเป็นห่วงประเทศชาติ ประชาชนไม่ได้ เพราะอะไรๆ ก็ยังดูไม่ลงตัว ทั้งในด้านการเมือง เช่น การปรองดองสมานฉันท์ที่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง การทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยังมีให้พบเห็นในทุกระดับ รวมไปถึงด้านเศรษฐกิจสังคมจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเป็นทางการ ซึ่งผมก็เคยกล่าวเตือนมาแล้วหลายครั้งว่า “เรายังไม่พร้อม” และจะมีปัญหาตามมาอีกอย่างแน่นอน จนอาจพูดได้ว่าประเทศไทยจะเสียประโยชน์จากการเปิดเออีซีมากที่สุดในภูมิภาค

ถัดมาก็ปัญหาเศรษฐกิจที่เข้าขั้น “วิกฤต” ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ปัญหาปากท้อง ข้าวยากหมากแพง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อย่างถูกวิธี ยิ่งติดตามการทำงานของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่นำโดยคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และคุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ที่ดูแล้วจะยิ่งพาประเทศไปลงเหวมากกว่าที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์

ที่ต้องปรามาสทีมเศรษฐกิจของคุณสมคิด ก็เพราะว่าแนวนโยบายแก้ไขปัญหายังเป็นในรูปแบบเดิม แม้จะบอกว่าไม่ใช่ประชานิยม และใช้คำใหม่เป็นประชารัฐแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการ ลด แลก แจก แถม ให้เห็นเนืองๆ อาจจะไม่มากเท่าสมัยรัฐบาลก่อนๆ แต่ก็ต้องถือว่ามากมายมหาศาล ในช่วงที่รัฐบาลมีปัญหาการจัดสรรงบประมาณ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ถังแตก” นั่นเอง

ขอขีดเส้นใต้หนาๆ อีกครั้งว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังซบเซาอย่างหนัก ไทยในฐานะประเทศยังต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจโลก จึงควรยอมรับความจริง แล้วใช้นโยบาย “รัดเข็มขัด-ลดรายจ่าย” มากกว่าพยายามเพิ่มรายได้ ที่ไม่มีทางว่าจะเพิ่มได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

แต่มาตรการของทีมเศรษฐกิจโดยคุณสมคิด และคุณอภิศักดิ์ ส่วนใหญ่ก็เป็นแนวคิดเก่าๆเมื่อครั้งรัฐบาลไทยรักไทย เมื่อปี 2548 ซึ่งเศรษฐกิจโลกตอนนั้นดีมาก ใครผลิตอะไรไปก็ขายได้ ต่างจากในตอนนี้ ที่ผู้ซื้อไม่มีกำลังซื้อ ผลิตแล้วจะเอาไปขายใครทั้งในและนอกประเทศ การเพิ่มกำลังการผลิตนอกจากช่วยแก้ปัญหาขายของไม่ได้ แล้วยังเป็นการเพิ่มภาระอีกด้วย

ดังนั้น มาตรการเดิมๆ ในยุคนั้น แต่นำมาใช้ในห้วงเวลาที่ต่างกัน ย่อมไม่มีทางพลิกฟื้นประเทศในตอนนี้ได้ ทางที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาคือการอดออม รัดเข็มขัด โดยเฉพาะภาครัฐเองที่ต้องคำนึงถึงผลที่จะได้จากการลงทุนหรือนำงบประมาณไปใช้โดยไม่จำเป็น ซึ่งควรระงับหรือชะลอไปก่อน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่มาขอความเห็นเรื่องเศรษฐกิจไปว่า ดูเหมือน นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังถูกคุณสมคิดและทีมเศรษฐกิจหลอก โดยเรื่องหนึ่งที่ผมติติงไปถึงทีมเศรษฐกิจ คือการมุ่งออกมาตรการในลักษณะขายผ้าเอาหน้ารอด แถมมี “นัย” ช่วยเหลือบรรดาธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่จนมีเสียงวิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์กัน อย่างคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 12 ชุดที่ตั้งขึ้นมา ก็มีบรรดาผู้บริหารของภาคเอกชนขนาดใหญ่ หรือภาคการเงินของเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม แนวนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ออกมา จึงเอื้อประโยชน์ให้แก่ “พ่อค้า” มากกว่าประชาชนอย่างที่ชอบอ้าง

อย่างการหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าและบริการเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็อ้างวัตถุประสงค์ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในความเป็นจริงกลับเป็นการอุปโลกน์ตัวเลขให้เหมือนมีการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ขณะที่รัฐจะเสียประโยชน์มากถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ส่วนผู้ได้รับประโยชน์คงเป็นบรรดาห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่มากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ เห็นแว่วๆ ว่าห้างร้านติดใจขอให้จัดอีกช่วงสงกรานต์ อันนี้ขอคัดค้านสุดตัว

นอกจากประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดนิสัยการใช้เงินอนาคต ใช้บัตรเครดิตใช้จ่ายในทางที่ผิดจนก่อให้เกิดหนี้ และอาจเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจไปอีก แค่ทุกวันนี้ให้รัฐบาลไปดูตัวเลขเอ็นพีแอล หรือภาวะเช็คเด้งของบุคคลหรือผู้ประกอบการมีมากน้อยขนาดไหน การส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายทั้งที่ไม่มีความพร้อม จึงเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่แล้ว

ถัดมาก็เรื่องที่รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีแพ็กเกจออกมาเป็นระยะๆ ทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งล่าสุดที่ได้ออกพระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 ที่มีเนื้อหานิรโทษกรรมบริษัทที่หลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ส่งเสริมให้คนทำผิดโดยไม่ต้องรับโทษ หากต้องการนำเอสเอ็มอีเข้าระบบอย่างที่อ้าง ก็ควรใช้กฎหมายข้อบังคับอย่างเข้มงวด เอสเอ็มอีห้างร้านต่างๆ ก็ต้องเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ แต่ที่ผ่านมากลับปล่อยปละละเลยจนไม่เป็นระบบอยู่อย่างนี้

ส่วนข้ออ้างในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพียง 4% เพื่อต้องการให้เอสเอ็มอีขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น ถามว่ามีเอสเอ็มอีรายไหนบ้างที่เพิ่มอัตราการจ้างงาน หรือยอดขายดีขึ้นหลังจากร่วมโครงการของรัฐ เพราะโดยส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุนเรื่องไม่สามารถจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าได้ เนื่องจากเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศยังไม่ดี

จริงอยู่ปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีรายใหม่ๆ คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ถามหน่อยว่าถึงรัฐบาลจะมีนโยบายในการสนับสนุนเอสเอ็มอี แต่ในมุมมองของธนาคารต่างๆ จะเลือกปล่อยสินเชื่อให้รายใหม่หรือรายเก่า คงจะมีส่วนน้อยหรือแทบไม่มีเลยที่จะ “หน้ามืด” ปล่อยสินเชื่อให้แก่รายใหม่ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจเข้าขั้นวิกฤตขนาดนี้ ซึ่งคุณอภิศักดิ์ที่เคยเป็นนายแบงก์มาก่อนน่าจะรู้ดีที่สุด

เมื่อธนาคารต้องการยอดการปล่อยสินเชื่อให้มากที่สุด เพื่อแสดงว่าได้สนองนโยบายของรัฐบาล อีกด้านเอสเอ็มอีรายเก่าๆ ก็ได้ลดต้นทุนดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 3-4% คราวนี้ก็สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จึงจะเห็นได้ว่าการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เอสเอ็มอีมักจะเต็มโควตาอย่างรวดเร็ว แต่เงินที่กู้กันไปไม่ได้ไปเพิ่มการจ้างงาน หรือทำให้ผลิตสินค้าไปขายได้มากขึ้น เป็นเพียง “โยกหนี้” ใหม่โปะหนี้เก่า โดยที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม เพราะรัฐบาลเป็นผู้แบกภาระแทน

นอกเหนือจากต้องนำเงินในอนาคตมาแบกภาระตรงนี้แล้ว ในทางกลับกันรัฐบาลก็ยังสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษี เพราะมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และนิรโทษกรรมบริษัทที่หลีกเลี่ยงภาษี เท่ากับว่ารัฐบาลต้องเสีย 2 ต่อ มีแต่เสียกับเสีย เพราะผลสัมฤทธิ์ที่หวังจากเอสเอ็มอีไม่ได้เกิดขึ้น ดูได้จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือดัชนีมูลค่าส่งออก หรือการจำหน่ายในประเทศที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ใครว่าทีมเศรษฐกิจชุดนี้เป็นเหล้าเก่าในขวดเก่า ผมไม่เถียง แต่อยากจะเสริมว่านอกจากเก่าแล้วยังเป็นเหล้าปลอมอีกด้วย ปีใหม่นี้ขอให้นายกฯ คิดไตร่ตรองดีๆ ปีนี้เขาว่าวิกฤตหนักเข้าขั้นเผาจริง เราจะมาทนใช้ของปลอมต่อไปไม่ได้แล้ว เรือแป๊ะอาจจะลงเหวโดยไม่รู้ตัว แล้วจะหาว่าไม่เตือน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท