
เข็นแบงก์รัฐ อัดเงิน อุ้มคนฐานราก
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ปัญหาใหญ่ที่เป็นปราการด่านหน้าของรัฐบาลปัจจุบันต้องเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ คือ เรื่อง “ภัยแล้ง” และเรื่อง “ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ” ส่งผลต่อเรื่องปากท้องของเกษตรกรชาวบ้าน ที่กำลังซื้อหดเมื่อขาดรายได้ แถมจากนี้จะเริ่มมีสารพัดม็อบเข้ามาบุกกรุง เริ่มจากม็อบชาวสวนยางในภาคใต้ ที่เริ่มร้อนระอุหลังชาวสวนยางเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยอุ้มราคายางที่ตกต่ำ
ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวย่อมส่งถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ที่อาจจะโตได้ไม่ถึง 3.8% อย่างที่คาดการณ์กันไว้ก็ได้
ล่าสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย คาดปี 2559 ผลจากภัยแล้งและราคาพืชเศรษฐกิจตกต่ำ กระทบเกษตรกรผู้เพาะปลูก 5 พืชเศรษฐกิจสำคัญจะลำบาก ได้แก่ ข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากภัยแล้งที่ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ในหลายพื้นที่ อีกทั้งราคาข้าวปีนี้ไม่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะยังมีข้าวในสต๊อกของรัฐบาลกว่า 13 ล้านตัน ส่วนยางพาราและมันสำปะหลังที่ส่งออกไปตลาดจีนเป็นหลัก
แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจจีนก็ยังคงชะลอตัว เป็นแรงกดดันราคาต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่อ้อยเองได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่กดราคาน้ำตาลในตลาดโลก และปาล์มน้ำมันของไทยก็ยังมีราคาสูงกว่าคู่แข่งอย่างมาเลเซีย ส่งผลให้ราคาลดลงจากภาวะสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศมีมากเกินไป
ศูนย์วิจัยประเมินว่าพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด ที่ได้รับผลกระทบจะมีรายได้หายไปจากภูมิภาคมากถึง 4.5 หมื่นล้านบาท เทียบจากมูลค่าผลผลิตที่เกษตรกรขายได้มากกว่า 7.5 แสนล้านบาท/ปี ซึ่งจะบั่นทอนกำลังซื้อของเกษตรกรในท้องถิ่น กระทบยอดขายธุรกิจของเอสเอ็มอีแบบเป็นลูกโซ่อย่างที่เลี่ยงไม่ได้
ขณะที่การทำงานของหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2559 กว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ยังไม่เห็นท่าทีของการเป็นแม่งานในการปรับวิถีเกษตรกรไทยให้เลิกการเพาะปลูกพืชที่กลายเป็นสินค้าล้นตลาด หรือการสร้างจุดแข็งในด้านของการสนับสนุนเป็นครัวของโลกให้ยิ่งแข็งยิ่งขึ้นไปด้วยการเร่งพัฒนาคุณภาพ ควบคู่ไปกับการลดต้นทุน
ทำให้ปัญหาภัยแล้งและปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้อนถึง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเดินสายออกตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อมอบนโยบายให้กับธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ประเดิมกันตั้งแต่ต้นปี ความหวังในการเร่งกระตุ้นแบงก์รัฐให้เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างภัยแล้ง ที่คาดว่าจะรุนแรงไปจนถึงกลางปี ทำให้เกิดวาทะร้อนเรื่องที่ว่า หาก ธ.ก.ส.ดูแลเกษตรกรไม่ได้ก็จะให้ยุบทิ้งกิจการไป ทำให้เกิดกระแสแต่งดำต่อต้านคำพูดของสมคิด จาก ธ.ก.ส.ทั่วประเทศทันที
แต่สุดท้ายก็สามารถเคลียร์ความเข้าใจกันด้วยดี และมอบนโยบายให้ ธ.ก.ส.เป็นหัวหอกที่สำคัญในการแก้ปัญหาครั้งนี้ภายใต้ความร่วมมือจากธนาคารของรัฐที่ยังแข็งแรงอย่าง ธนาคารออมสิน
ล่าสุด ธ.ก.ส.เตรียมเสนอแพ็กเก็จช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กเสนอเข้าบอร์ด เตรียมผุดโครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี ด้านออมสินลุยตั้งกองทุนร่วมทุนมูลค่า 2,000 ล้านบาท ภายใต้ข้อตกลงการจัดตั้งกองทุนที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท ของ 3 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และธนาคารกุงไทย มีการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขึ้นใหม่
ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายคือการยกระดับเกษตรกรให้เปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกแบบเดิมๆ และเน้นเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรแปรรูป รวมถึงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด การค้นหาผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาต่อยอด และนำไปสู่การดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าสู่ระบบภาษีในอนาคตได้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ค้างท่อจากปีก่อน เช่น เรื่องการเร่งปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านส่วนที่เหลือให้เต็มวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท การอัดสินเชื่อซอฟต์โลนเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าในครึ่งปีนี้น่าจะมีเงินไปเป็นแสนล้านบาทที่อัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการต่างๆ ของรัฐบาล และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาลคือการใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ผ่านนโยบายกึ่งการคลังเช่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อจากโครงการประชานิยม เป็นโครงการประชารัฐ ที่จะมีรูปแบบในการคัดกรองคนที่มีความพร้อมกว่าก็ตาม แต่สุดท้ายก็คือการสั่งให้ธนาคารรัฐเป็นกลไกในการอัดเงินเข้าสู่ระบบอยู่ดี
ดังนั้น จะเห็นว่าในปีนี้จะเป็นอีกปีที่ธนาคารรัฐจะมีบทบาทที่สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตรและเอสเอ็มอี
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ เลิกคิดแต่หาทางจะชดเชยรายได้ เพราะชดเชยไปก็ปีกี่ชาติก็ไม่จบและต้องหันมาทำงานเชิงพัฒนาให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกของเกษตรกรใหม่ เลิกปลูกพืชที่ล้นเกินความต้องการของตลาดแบบเป็นจริงเป็นจัง หันมาทำเกษตรผสมผสาน ทำเกษตรแปรรูป รวมถึงต้องยกระดับเอสเอ็มอีให้พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ
หากยังปล่อยให้ทั้งเรื่องการปล่อยสินเชื่อและการพัฒนาลูกค้าเป็นหน้าที่ของแบงก์รัฐ ภายใต้สังกัดกระทรวงการคลังอยู่หน่วยงานเดียว ก็เชื่อว่ามาตรฐานการพัฒนาหรือยกระดับเกษตรกรไทยและเอสเอ็มอี คงจะไปไม่ถึงฝัน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง ทบวง กรม ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงๆ เสียที







