
นพ.ประเวศ เตือนบิ๊กตู่ พลาดมหันต์ ใช้ม.44ทำร้าย‘ตระกูลส.’
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ความเคลื่อนไหวของขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชนเริ่มเข้าสู่โหมด “คุกรุ่น” หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พ้นจากตำแหน่งจากข้อหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ผลสะเทือนดังกล่าวยังเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการ “แช่แข็ง” งบประมาณกองทุนฯ ส่งผลให้ 515 โครงการ ที่มีมูลค่าเกินกว่า 5 ล้านบาท ต้องหยุดไปด้วย จากการคาดคะเนโดยภาคประชาชน คาดว่าจะมีเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบไม่ได้รับเงินมากกว่า 1 หมื่นคนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันกรมสรรพากรก็เริ่มไล่เบี้ยเก็บภาษีย้อนหลังจากภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับ สสส. มากกว่า 800 ล้านบาท จนดูเหมือนกับว่าภาคประชาชนกำลังถูกรัฐบาล คสช.ที่เคยมองว่าเป็น “มหามิตร” จัดการอย่างราบคาบ
เวลาเดียวกันองค์กรอย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็เผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเช่นกัน หลังจากย้าย นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ไปแขวนไว้นานกว่าครึ่งปี ทั้งที่ไม่มีข้อหาทุจริตและคณะกรรมการกฤษฎีกาก็เพิ่งตีความว่ามีการใช้เงิน “ผิดประเภท” มายาวนาน
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของ คสช. และเป็นความผิดพลาดในการบริหารประเทศ
“การยึดอำนาจมันไม่ยาก แต่การบริหารประเทศมันยาก เพราะต้องจัดการเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ทีนี้การบริหารประเทศต้องมีคนที่ช่วยทำงานเรื่องที่ยากๆ แล้วต้องมีคนสนับสนุน ซึ่งถ้ามาดูงานขององค์กรตระกูล ส. (องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ) ไม่ว่าจะ สปสช. หรือ สสส. ก็ล้วนเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้รัฐบาลทำงานที่ยากๆ เช่น ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ เพราะมันไม่มีหน่วยงานราชการที่ไหนทำได้ จึงต้องเกิดสององค์กรนี้ขึ้น”
นพ.ประเวศ บอกว่า องค์กรตระกูล ส. จำเป็นต้องคงความอิสระ มีความคล่องตัว และทำโดยอำนาจไม่ได้ จึงต้องเปิดพื้นที่ทางสังคมและทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เพื่อทำเรื่องยากให้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือช่วยรัฐ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ควรจะดีใจที่มีองค์กรเหล่านี้ช่วยทำเรื่องยากๆ ให้
“แล้วพวกนี้ทำทั่วประเทศอย่าง สปสช.ทำกองทุนสุขภาพตำบลทุกตำบลทั่วประเทศ และ สสส.ก็ตีความเรื่องสุขภาวะไกลมากไปกว่าเรื่องสาธารณสุข ดูแลทั้งเรื่องการสื่อสาร การศึกษา ความเป็นธรรม สิ่งแวดล้อม และการสื่อสาร ซึ่งก็ถือว่า สสส.เปิดพื้นที่ทางปัญญากว้างขวางทำงานกับมวลชนเยอะมาก”
“ทีนี้ คสช.อาจจะพลาดเพราะมีคนไปฟ้อง เพราะงานพวกนี้มันจะมีคนที่ไม่ชอบ เพราะเป็นความแปลกไปจากการเป็นอำนาจรัฐ ซึ่งการยึดอำนาจรัฐทุกครั้งเลยจะมีคนไปฟ้องคนที่ตัวไม่ชอบเหมือนตอน 6 ต.ค. 2519 ก็มีคนไปฟ้องตำรวจว่าหมอประเวศว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (หัวเราะ) ตอน รสช.ยึดอำนาจปี 2534 ก็มีคนไปฟ้องว่ากลุ่มศึกษาปัญหายาเป็นคอมมิวนิสต์ คราวนี้ก็มีคนไปฟ้อง คสช.ว่าตระกูล ส.เป็นระบบทุจริต”
นพ.ประเวศ บอกว่า เมื่อมีคนมาฟ้อง คนที่มีอำนาจก็ต้องรับเรื่องไปดูว่ามีมูลหรือไม่ คนฟ้องเป็นใคร องค์กรที่ถูกฟ้องทำงานเรื่องอะไรและทำงานมาเท่าไรแล้ว และคนที่มีอำนาจแล้วรับเรื่องมันต้องดูว่าเรื่องมีมูลหรือไม่ การที่จะไปเชื่อง่ายๆ ว่าจะไปตรวจสอบคนนู้นคนนี้แล้วไปป่าวประกาศ มันเป็นการทำร้ายองค์กรตั้งแต่ประกาศแล้ว
“เมื่อพบว่า ทั้ง สปสช. สสส.ไม่มีการทุจริต เจอแต่การตีความต่างกันเรื่องสุขภาพ กว้าง-แคบ เช่น สวดมนต์เกี่ยวกับสุขภาพไหม สสส.ว่าเกี่ยวเพราะเอาคนตั้งเยอะไม่ไปดื่มเหล้า หรือสนับสนุนนักข่าวไม่เกี่ยวกับสุขภาพ สสส.ยืนยันว่าเกี่ยว เพราะถ้าสื่อสารมันดี มันเกี่ยว เพราะถ้ารู้ข่าวที่มีคุณภาพดี คนมันได้ปัญญาก็เกี่ยวกับสุขภาวะ แต่ทีนี้เขาก็เอาเรื่องพวกนี้ไปโฆษณาให้เขาเสียหายว่าใช้เงินผิดประเภท ทั้งที่เป็นเรื่องตีความต่างกัน” ศ.นพ.ประเวศ ระบุ
ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างกรรมการองค์กรกับมูลนิธินั้น หมอประเวศอธิบายว่า การทำงานมูลนิธิ เป็นการทำงานเพื่อสังคมมากกว่าจะเป็นเรื่องการค้าขาย ขณะเดียวกันการทำมูลนิธิเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางสังคมทั้งสิ้น
“แต่คนตรวจสอบกลับไปโฆษณาว่ามีประโยชน์ทับซ้อน มิหนำซ้ำดันไปใช้มาตรา 44 ปลดเขาอีก เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลยที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม ทำงานด้วยความตั้งใจ ทำงานด้วยความสุจริต ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มาใช้อำนาจตรวจสอบโดยไม่รู้บริบท”
“เขาอาจไม่ชำนาญเรื่องยุทธศาสตร์สังคม ถนัดยุทธศาสตร์การสู้รบ แต่เมื่อเข้ามารับผิดชอบบ้านเมืองมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าเยอะ เหมือนสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้รบชนะแคว้นต่างๆ เก่งมาก หวังว่าจะอยู่ได้หมื่นปี แต่อยู่ได้ 15 ปีแค่นั้นก็ไปแล้ว ฉะนั้นการบริหารประเทศมันยาก มันต้องรู้ว่าใครดี ใครไม่ดี ใครตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ แล้วก็ต้องรักษามวลชน ซึ่งทาง คสช.ก็ต้องเรียนรู้ว่ากำลังทำผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วต่อไปก็ต้องทำให้ดีขึ้น เพราะยังต้องทำงานให้กับบ้านเมืองไปอีกระยะ” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว
ทั้งนี้ เขายืนยันว่าจะไม่เข้าไปหานายกรัฐมนตรี หรือพูดกับใครโดยตรง โดยหากเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องแก้ไขเอง
“ผมไม่ชอบเข้าหาผู้มีอำนาจไม่ว่าเป็นใคร เราอยู่กับภาคประชาชน ขึ้นกับว่าประชาชนอยากให้เราทำหรือไม่ทำอะไร เราก็ต้องฟังเขา ถ้าเขาไม่อยากให้เราทำอะไร เราก็ทำไม่ได้ เขาถึงเรียกเราว่า ‘ราษฎรอาวุโส’ ราษฎรอาวุโสจะวิ่งไปหา







