
กระตุ้นลงทุนส่อวืด พิษศก.ดับกำลังซื้อ
การขับเคลื่อนเดินหน้าเศรษฐกิจปี 2559 ด้วยการลงทุนภาครัฐและเอกชนเป็นกำลังสำคัญเริ่มไม่ราบรื่นตั้งแต่สัปดาห์แรกของปีใหม่
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การขับเคลื่อนเดินหน้าเศรษฐกิจปี 2559 ด้วยการลงทุนภาครัฐและเอกชนเป็นกำลังสำคัญเริ่มไม่ราบรื่นตั้งแต่สัปดาห์แรกของปีใหม่ เมื่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศจีนอาการหนัก ตลาดหุ้นจีนเปิดซื้อขายแค่ 2 สัปดาห์ ต้องหยุดการซื้อขายไปสองรอบ พร้อมทั้งออกมาตรการการซื้อขายอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับตลาดหุ้นของประเทศจีนมากกว่านี้
สัญญาณร้ายของเศรษฐกิจประเทศจีนเป็นสัญญาณเตือนภัยของเศรษฐกิจ ในฐานะที่ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของเศรษฐกิจ และแน่นอนว่าเศรษฐกิจของไทยที่เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กและเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศจีน หนีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่พ้น
ที่ผ่านมาก่อนสิ้นปี 2558 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2559 ลดลงจาก 3.7% เหลือ 3.5% เพราะคาดว่าการส่งออกของไทยจะไม่ขยายตัวเลย หรือโตได้ 0% ซึ่งขณะนั้นหลายฝ่ายมองว่า ธปท. ประเมินเศรษฐกิจร้ายเกินไป แต่มาถึงวันนี้หลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเริ่มคล้อยตามว่า การคาดการณ์การส่งออกของ ธปท. มีความเป็นไปได้มาก หากเศรษฐกิจจีนโกลาหลตั้งแต่ต้นปีเช่นนี้
ส่วนการประมาณการเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เศรษฐกิจปีนี้โตได้ 3-4% เพราะการส่งออกจะโตได้ 3% หรือกระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจโตได้ 3.8% จากการส่งออกโตได้ 2.5% เริ่มมีความเป็นไปยากและหนีไม่พ้นต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจและการส่งออกลดลงในไม่ช้านี้
ขณะที่การประมาณการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงจะโตได้ 3% และมีการเบ่งขึ้นไปเป็น 5% ตามนโยบายของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อความท้าทายในการทำงาน เป็นเรื่องเกือบสิ้นหวังและเริ่มเป็นดาบสองคมให้เอกชนไม่เชื่อมั่น เพราะรัฐบาลสร้างตัวเลขเรียกความเชื่อมั่นเกินจริง
เมื่อสภาพเศรษฐกิจจีนเป็นเช่นนี้ ผสมกับเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากเศรษฐกิจยุโรป ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงรุนแรง ความขัดแย้งหลายประเทศในโลกล้วนแต่ทำให้เศรษฐกิจโลกทรุด การส่งออกของไทยก็สะเทือนและมีความเสี่ยงสูงที่จะติดลบเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
สิ่งที่ตามมาการลงทุนของภาคเอกชนที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นเช้าเย็น ให้มาตรการจูงใจต่างๆ นานา ก็เห็นทีจะกระตุ้นไม่ขึ้น เพราะตราบใดที่การส่งออกไม่ขยายตัวหรือติดลบ เท่ากับว่ากำลังซื้อของประเทศคู่ค้าไม่มี การเพิ่มการลงทุนหรือกำลังการผลิตก็เป็นเรื่องที่เอกชนวิ่งเข้าสู่หายนะขาดทุนนั่นเอง ซึ่งไม่มีใครคิดสั้นฆ่าตัวตายเช่นนั้น
ดังนั้น มาตรการเร่งการลงทุนภายในปี 2558 ที่ผ่านมา โดยการให้มาตรการลดหย่อนภาษีจูงใจจึงมีนักลงทุนไม่สนใจใช้มาก เพราะคิดหักลบกันแล้วภาษีที่ได้คืนมากับความเสี่ยงขาดทุน เพราะผลิตของออกมาขายไม่ได้จะเสียหายมากกว่า
ส่วนมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่ให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้กับแบงก์พาณิชย์ เพื่อไปปล่อยกับลูกค้าเอสเอ็มอี วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท มีคนขอเข้ามาเป็นจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น เพราะการให้สินเชื่อเปิดกว้างไม่ได้บังคับว่าผู้ประกอบการต้องไปลงทุน แต่สามารถนำไปใช้เป็นสภาพคล่องเพื่อการดำเนินงานได้ด้วย
ที่ผ่านมา สาลินี วังตาล ประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเรื่องเงินทุนเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ปัญหาสำคัญมากกว่าเรื่องการทำตลาด ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่สามารถหาตลาดขยายสินค้าได้ ยิ่งเศรษฐกิจมีปัญหาการหาตลาดยิ่งยาก ซึ่งหากขายสินค้าไม่ได้ การได้เงินทุนไปก็ไม่มีความหมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาใหญ่ของการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก จึงอยู่ที่รัฐบาลจะช่วยหาตลาดให้สามารถขายสินค้าได้อย่างไร มากกว่าการหาแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเรื่องรอง
นอกจากนี้ ปัญหาการลงทุนของผู้ประกอบการเกี่ยวกับส่งออก คือ เรื่องผลิตภัณฑ์ของสินค้าที่เป็นความต้องการของตลาดโลกลดลง เพราะคุณภาพสู้คู่แข่งไม่ได้ และสินค้าของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าที่ใช้แรงงานราคาถูก สวนทางกับสินค้าของตลาดโลกที่เป็นสินค้าเน้นนวัตกรรมทันสมัยไฮเทค เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ทำให้การส่งออกของไทยยิ่งนับวันยิ่งถดถอยเข็นไม่ขึ้น
ด้านการเร่งลงทุนภาคเอกชนในด้านอื่นๆ ก็สาหัสไม่แพ้การเร่งลงทุนที่เกี่ยวกับส่งออก เพราะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เศรษฐกิจภายในที่อ่อนแอ ภาคเอกชนที่จะคิดลงทุนย่อมคิดหนัก แม้ว่ารัฐบาลพยายามเดินสารเรียกความเชื่อมั่นเอกชนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว พร้อมลงทุนขยายกิจการเพราะรัฐบาลยังใช้มาตรการจูงใจ ทั้งด้านเงินทุนภาษีและมาตรการส่งเสริมการลงทุนอื่นอีกจำนวนมาก จนถึงขนาดประกาศว่าปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนของประเทศทีเดียว
อย่างไรก็ตาม สวนทางกับภาคเอกชนที่มีการออกมาเตือนกันว่าไม่ควรใส่เกียร์ห้าตัดสินใจลงทุนในปีนี้ เพราะมีความเสี่ยงมาก โอกาสขาดทุนเสียหายสูง โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร แฟชั่น และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เพราะกำลังซื้อตกสะเก็ดรุนแรง ประชาชนรายได้หด เกษตรกรรายได้หายจากการไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ปัญหาภัยแล้ง เพาะปลูกไม่ได้ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ทั้งข้าวและยางพาราจากราคากิโลกรัมละกว่า 100 บาท ตกเหลือ 3-4 กิโลกรัม 100 บาท เป็นมรสุมเศรษฐกิจร้อนหนักหัวอกรัฐบาลเพราะแก้ปัญหาไม่ตก และการแก้ไขต้องใช้เงินจำนวนมากในการช่วยเหลือระยะสั้นและการปรับโครงสร้างการปลูกและการผลิตอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อยกระดับราคายางให้เพิ่มสูงขึ้น
ในส่วนของการเร่งลงทุนด้านการก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ ของภาคเอกชนก็ไม่ขยับ ตราบใดที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐยังไม่เดินหน้า รัฐบาลประกาศว่าปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน แต่โครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ 20 โครงการ วงเงินกว่า 1.7 ล้านล้านบาท แต่ลงทุนในปีนี้ได้แค่ 6 โครงการ เป็นเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบจริงแค่ 5-6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น และกว่าจะเริ่มลงทุนจริงก็ต้องรอถึงครึ่งปีเอกชนส่วนใหญ่ตัดสินใจชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพื่อรอดูภาพ รวมเศรษฐกิจและการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐให้ชัดเจน
สอดคล้องกับการประเมินจีดีพีภาคอุตสาหกรรมปี 2559 จะขยายตัวได้ 2-3% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ ทำให้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอ่อนแอ ที่สำคัญการใช้กำลังการผลิตปีนี้อยู่ที่ 55% เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอยู่ที่ 50% แต่การใช้กำลังการผลิตยังถือว่าอยู่ระดับต่ำมาก ทำให้ภาคเอกชนไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม ส่งผลให้ความหวังที่จะใช้การลงทุนเป็นพระเอกช่วยการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้จะริบหรี่ลงเรื่อยๆ







