
หวั่นหยวนอ่อนค่า ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง
ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China : PBOC) ประกาศลดค่าเงินหยวนอ้างอิงรายวันให้อ่อนลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นวันที่ 8 โดยระหว่างวันที่ 4-7 ม.ค. ค่าเงินหยวนอ้างอิงได้ถูกปรับลงแล้วกว่า 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2015 ถือเป็นการปรับลดลงมากที่สุด นับตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ PBOC มีการประกาศเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าเงินหยวนอ้างอิงรายวันให้สะท้อนทิศทางของตลาดมากขึ้น
ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China : PBOC) ประกาศลดค่าเงินหยวนอ้างอิงรายวันให้อ่อนลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นวันที่ 8 โดยระหว่างวันที่ 4-7 ม.ค. ค่าเงินหยวนอ้างอิงได้ถูกปรับลงแล้วกว่า 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2015 ถือเป็นการปรับลดลงมากที่สุด นับตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ PBOC มีการประกาศเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าเงินหยวนอ้างอิงรายวันให้สะท้อนทิศทางของตลาดมากขึ้น
ทั้งนี้ เงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ได้สร้างความกังวลเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจจีน ประกอบกับข้อมูลภาคการผลิตที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ และการเทขายหุ้นจากนักลงทุนก่อนถึงครบกำหนดระยะเวลา ห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนซื้อขายหุ้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะหมดลงในวันที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนหดตัวลงแล้วราว 12% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปีใหม่ และได้มีการปิดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) ลงแล้วถึง 2 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้ทางการจีนจะพยายามดับไฟ แต่เชื่อว่าเงินหยวนจะยังคงมีทิศทางอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากหลายปัจจัย
1) การเข้าไปอยู่ในตะกร้าสกุลเงิน SDRs (Special Drawing Rights) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทำให้เงินหยวนจำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของตลาดมากขึ้น
2) การเปลี่ยนการอ้างอิงค่าเงินหยวนของ PBOC ให้ขึ้นอยู่กับตะกร้าสกุลเงินแทนที่จะผูกอยู่กับเงินเหรียญสหรัฐเพียงอย่างเดียว โดยการเปลี่ยนให้เงินหยวนมาขึ้นอยู่กับตะกร้าสกุลเงินอีก 12 สกุล ที่มีทิศทางอ่อนค่าลงเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จะทำให้เงินหยวนอ่อนลงตามไปด้วย
3) ค่าเงินหยวนที่ซื้อขายกันนอกประเทศ (CNH) ได้อ่อนตัวลงเร็วกว่าเงินหยวนในประเทศ (CNY) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินหยวนของต่างชาติที่ลดลง ทำให้ส่วนต่างระหว่าง CNH และ CNY กว้างขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม PBOC มีโอกาสปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงต่อไปอีก โดยไม่มีแรงจูงใจในการแทรกแซงค่าเงินมากดังเช่นในอดีต ซึ่งจะช่วยรักษาระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน หลังจากล่าสุดทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนในเดือน ธ.ค. ลดลงกว่า 1.08 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มากสุดเป็นประวัติการณ์
จากการวิเคราะห์พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ การทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลง ช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกจีนได้อย่างมาก จากเดิมที่การส่งออกของจีนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2558 หดตัวลงแล้วกว่า 3%
ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินหยวน (Nominal Effective Exchange Rate : NEER) เมื่อเทียบกับตะกร้าของค่าเงินอื่นๆ ซึ่งคำนวณโดย Bank for International Settlement (BIS) ได้แข็งค่าขึ้นเมื่อช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา อยู่ในระดับที่มากกว่า 125 ซึ่งเป็นระดับที่ IMF ชี้ว่าไม่อ่อนค่าจนเกินไปแล้ว
ดังนั้น จึงมองว่า PBOC ได้เข้าไปลดค่าเงินลงเพื่อให้ NEER กลับมาอยู่ในระดับราว 125 อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ตลาดโลกยังมีความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจจีน แต่โอกาสที่จะเกิด Hard-landing ยังมีน้อย เศรษฐกิจจีนยังคงมีทิศทางชะลอตัวลงในปี 2016 จากภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ชะลอลง แต่ภาคบริการของจีนกลับยังสามารถขยายตัวได้ในระดับสูง
โดยล่าสุดภาคการบริการของจีนมีสัดส่วนต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่เพิ่มขึ้น และยังสามารถขยายตัวได้ดีในอัตราสูงกว่า 10% ซึ่งภาคการบริการจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจจีนต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ ประเมินว่า PBOC ยังมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจจีนเกิด Hard-landing
ในระยะสั้นตลาดเงินและตลาดทุนของโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียมีความผันผวนมากขึ้น ความวิตกที่เกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นจีน ทำให้ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินภูมิภาคเอเชียลดลง ในระยะสั้นจึงอาจเกิดการเทขายหุ้นจีนทั้งจากแรงกดดันจากการอ่อนค่าลงของเงินหยวน ซึ่งกดดันต่อการไหลออกของเงินลงทุนต่างชาติ
ประกอบกับมาตรการการห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนซื้อขายหุ้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะหมดลงในวันศุกร์ที่ผ่านมา ยังมีความคลุมเครือในการดำเนินนโยบายเพื่อบรรเทาการเทขาย
ซึ่งการอ่อนค่าของเงินหยวนเป็นปัจจัยกดดันต่อการอ่อนค่าของเงินในภูมิภาค
ดังนั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ยังคงประมาณการค่าเงินบาทไว้ที่ 37 บาท/เหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2016
อย่างไรก็ตาม ไทยมีสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยมีทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูง และมีหนี้ต่างประเทศโดยรวมต่ำ ประกอบกับดุลการค้าที่มีแนวโน้มฟื้นตัว
อีกทั้งการถือครองตราสารหนี้ โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับต่ำ จึงมองว่าความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติมีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นเงินบาทอาจมีความผันผวนมากกว่าเงินหยวนได้ เนื่องจากเงินหยวนยังมี PBOC คอยพยุงอยู่







