
ตลาดทุนตกใจแรง ‘หยวน’ชนวนสงครามค่าเงิน
ตลาดทุนโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาร่วงลงอย่างหนัก กลายเป็นปีที่เปิดตัวได้แย่ในรอบหลายสิบปีสำหรับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ตลาดทุนโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาร่วงลงอย่างหนัก กลายเป็นปีที่เปิดตัวได้แย่ในรอบหลายสิบปีสำหรับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ในขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำเซฟเฮเวนอย่างทองคำและค่าเงินเยนปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยทุกสายตาต่างจับจ้องไปยัง “สาเหตุ” ที่ก่อให้เกิดความผันผวนดังกล่าว คือ การที่จีนปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011
แต่ละชาติต่างกังวลถึง “สงครามค่าเงิน” ที่จะถูกจุดชนวนขึ้นมาอีกรอบ หลังคลายความกังวลไปได้ในช่วงปลายปี 2015 ที่ผ่านมา
ความกังวลของโลกต่อสงครามค่าเงินรอบใหม่กับการเข้ามาเล่นอย่างเต็มตัวของจีน อาจไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมาย หากพิจารณาบนบริบทของสภาพเศรษฐกิจจีนและประเทศคู่ค้าในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี 2015 ที่ผ่านมา ค่าเงินหยวนของจีนอาจจะอ่อนค่าลงไปแล้ว 6% ก็จริง แต่ก็ยังถือว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ ที่ค่าเงินลดลงกันถ้วนหน้าพร้อมๆ กับการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ค่าเงินริงกิตอ่อนค่าไปมากที่สุดราว 19% ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียและเงินบาทไทยอ่อนค่าลงถึง 9% และ 10% ขณะที่ค่าเงินด่องลดลง 4% และเหรียญไต้หวันลดลง 6%
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ซบเซาจากการค้าและการลงทุน ทำให้จีนไม่อยู่ในภาวะที่แข็งแกร่งพอที่จะปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ จากการพึ่งพาการส่งออกไปเป็นการบริโภคภายในประเทศได้เร็วพอในเวลานี้ ซึ่งจะทำให้จีนต้องกลับไปใช้โมเดลกระตุ้นเดิมๆ ด้วยการอัดฉีดทางการคลัง พร้อมการผ่อนคลายทางการเงินและลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกเหมือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ทุกครั้งที่จีนขยับ ประเทศคู่ค้ากับจีน โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่างขยับตามและส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลงเช่นกัน โดยไม่สำคัญว่าจีนจะจงใจอ่อนค่าเงินเพื่อให้เป็นไปตลาดหรือเพื่อก่อสงครามค่าเงินหรือไม่ก็ตาม เพราะผลที่เกิดขึ้นกับตลาดกระทบต่อเศรษฐกิจ และทำให้แต่ละประเทศต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในปี 2015 ที่ผ่านมา จีนปรับอัตราดอกเบี้ยลงหลายครั้งเพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแรงกกว่าที่คาด ประกอบกับบรรดาธนาคารกลางใหญ่ๆ อย่างธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ต่างใช้นโยบายผ่อนคลายทั้งการซื้อคืนพันธบัตรหรือคิวอี และการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ค่าเงินยูโรและเยนต่างอ่อนค่าลงไป
สำหรับญี่ปุ่นแล้ว มักจะระบุแทบจะชัดเจนแล้วว่า ค่าเงินเยนที่อ่อนลง (จากมาตรการผ่อนคลาย) ช่วยเหลือภาคเอกชนให้มีรายได้มากขึ้นจากการส่งออกด้วยสกุลเงินที่ต่างกัน
และนั่นเองที่เป็น “ข้อดี” จากการอ่อนค่าเงิน การส่งออกที่แต่ก่อนได้เพียง 100 เยน/30 บาท เมื่อค่าเงินอ่อนค่าลงเป็น 110 เยน/30 บาท ก็จะได้รับเงินกลับเข้าประเทศมาที่ 110 เยน ในขณะที่ประเทศคู่ค้าจะได้ซื้อสินค้าในราคาถูกลง
หลังจากนั้นไม่นาน บรรดาธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกต่างปรับอัตราดอกเบี้ยลง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับอัตราดอกเบี้ยลงถึง 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2015 และเกาหลีใต้ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่ำสุดครั้งประวัติศาสตร์ที่ 1.5% ในเดือน มิ.ย.
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยทำให้ความน่าลงทุนในประเทศดังกล่าวลดลง และเมื่อมีการขายค่าเงินในสกุลนั้นๆ ทิ้งหรือความต้องการขายสูง ค่าเงินสกุลดังกล่าวก็จะอ่อนค่าลง
ประเทศจีนและประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกได้ว่าเป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่แข่ง และในบางครั้งก็เป็นคู่แค้น โดยจากข้อมูลของเทรดดิ้งอีโคโนมิกส์ จีนส่งออกไปยังสหภาพยุโรป(อียู) คิดเป็น 16% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10% และญี่ปุ่น 7% รวมถึงเกาหลีใต้
ในขณะเดียวกัน เอเชียแปซิฟิกและยุโรปต่างเป็นคู่ค้าใหญ่ของจีน เช่น เกาหลีใต้ที่ส่งออกมาจีนคิดเป็น 25% ของการส่งออกทั้งหมด แต่เกาหลีใต้ก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง หลังจากที่อีซีบีและบีโอเจต่างนำหน้าให้ค่าเงินอ่อนค่าลงไปแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและคู่ค้าเป็นไปดังที่กล่าวไปแล้วนั้น ส่งผลให้เมื่อค่าเงินสกุลอื่นอ่อนค่าลง จีนก็จำเป็นต้องขยับค่าเงินให้ลงตามไปด้วย ตามคำกล่าวของจีนที่ระบุชัดเจนจะพิจารณาค่าเงินสกุลอื่นร่วมกับเหรียญสหรัฐในการปรับอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนในเดือน ส.ค.
การปรับค่าเงินของจีนในแต่ละครั้งสร้างปรากฏการณ์เช่นเดียวกับที่เราได้เห็นกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐร่วงลงไปมากกว่า 1,000 จุด ภายในสัปดาห์เดียวเป็นครั้งแรก ในขณะที่ค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ร่วงลงไปดิ่งเหว ประกอบกับแรงเสริมจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดและราคาน้ำมันที่ถูกลง กดดันประเทศเกิดใหม่ที่ส่งออกน้ำมัน
แม้ค่าเงินจะร่วงลงแต่บรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ยังดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจตามหลังการอ่อนค่าเงินของจีน เช่น อินเดียที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยการ
กู้ยืมที่ธนาคารกลางให้กับธนาคารพาณิชย์ (เรโปเรต) ในขณะที่ไต้หวันปรับลดอัตราลด (ดิสเคาต์เรต) หรือนอร์เวย์ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ความตื่นตระหนกในตลาดที่เกิดขึ้น ยังส่งผลให้นักลงทุนวิ่งเข้าหาค่าเงินเยนจนค่าเงินเยนเมื่อสัปดาห์ทำการแรกของปี 2016 แข็งค่าขึ้น 2.5% เทียบเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 117.49 เยน/เหรียญสหรัฐ และบรรดาเฮดจ์ฟันด์ต่างเข้าไปเก็งกำไรในค่าเงินเยนเทียบเหรียญสหรัฐกันเป็นครั้งแรกรับตั้งแต่ ต.ค. 2012
การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเยนไม่ส่งผลดีต่อรายได้ของภาคเอกชนญี่ปุ่นที่พึ่งพาการส่งออก และเป็นสิ่งที่บีโอเจซึ่งดิ้นรนอุ้มเศรษฐกิจอยู่ในตอนนี้ไม่ต้องการ และอาจจะตามมาด้วยการออกมาตรการเพิ่ม ตามที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ ได้เห็นสัญญาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่าจะออกมาตรการกระตุ้น “ใหญ่” เพิ่มเติมหากจำเป็น
ขณะเดียวกัน ความตื่นตระหนกดังกล่าวยังกระจายไปถึงตลาดน้ำมันด้วย โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลงไปต่ำที่สุดในรอบมากกว่า 11 ปี ขณะที่น้ำมันตลาดไนเมกซ์ของสหรัฐก็ลงไปต่ำกว่า 32 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 เข้าใกล้ 30 เหรียญสหรัฐเข้าไปทุกที กระทบกับประเทศคู่ค้าจีนที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันเข้าไปอีก
จากความย่ำแย่ที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจส่งผลให้ทางการต้องลงมือกระตุ้นเศรษฐกิจและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็มักเป็นทางเลือกสำหรับธนาคารกลางในการรับมือกับเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลงตามมาอีก และกลายเป็นสงครามค่าเงินในที่สุด
ไม่ว่าจีนจะปรับค่าเงินเพื่อช่วยเศรษฐกิจหรือเพื่อให้เป็นไปตามตลาด แต่ผลที่เกิดขึ้นกับตลาดกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดสงครามค่าเงินตามมาจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ







