posttoday
จันทร์โอชาประชาธิปไตย

จันทร์โอชาประชาธิปไตย

10 มกราคม 2559

หมอดูบอกว่าปีนี้การเมืองไทยจะแย่เอามากๆ ในขณะเดียวกันก็มีคนเอาคำทำนายของหลายๆ หมอดูในปี 2558 ที่ผ่านมา

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

หมอดูบอกว่าปีนี้การเมืองไทยจะแย่เอามากๆ

ในขณะเดียวกันก็มีคนเอาคำทำนายของหลายๆ หมอดูในปี 2558 ที่ผ่านมา ออกมาแฉว่าไม่เป็นความจริงเลยสักคน เพราะต่างก็ทำนายว่าปี 2558 การเมืองไทยจะเละตุ้มเป๊ะ แต่เหตุการณ์บ้านเมืองก็สงบราบรื่น ไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นตามนั้น

จะมีก็แต่การล้มร่างรัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ซึ่งก็ดูเงียบๆ หงิมๆ ไปไม่มีใครเอาเรื่องเอาราว ทั้งที่เป็นเรื่องร้ายแรงมาก (ในทัศนะของนักรัฐศาสตร์เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “สัจจะของผู้ปกครอง”) ที่ “ใครคนนั้น” กล้าสั่งให้บรรดาซามูไรเข้าไปกรีดท้องภรรยาเพื่อฆ่าลูกอ่อน (ไม่ขอเปรียบเทียบว่าใครเป็นใคร ท่านที่ติดตามการเมืองมาอย่างเข้มข้นคงจะพอเดาได้)

เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองตามโรดแมปของ คสช.ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ก็ยังคงโฟกัสอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญใน 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ หนึ่ง เนื้อหาจะเป็นอย่างไร และ สอง จะผ่านประชามติหรือไม่ (ถ้ามี) ทั้งนี้ก็มีผู้คาดเดาว่า ในเรื่องแรกเนื้อหาคงต้องถูกปรับแก้จน คสช.พอใจ เพื่อที่จะไม่ต้องไปคว้านท้องท่านอาจารย์มีชัย เพื่อให้ส่งผลต่อเรื่องที่สองที่ คสช.มุ่งมั่นอย่างมากว่า “ต้องทำให้ผ่านประชามติ (ถ้ามี)”

ขอให้สังเกตตรงท้ายคำว่า “ประชามติ” ที่ผู้เขียนวงเล็บไว้ในทุกที่ว่า “(ถ้ามี)” ก็เพราะผู้เขียนยังมีความเชื่อส่วนตัวว่า คสช.ไม่น่าจะกล้าเสี่ยงที่จะให้มีการทำประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับมีชัยรถไถนา” นี้ (ท่านอาจารย์มีชัยเคยให้สัมภาษณ์ครั้งที่เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อปี 2549 ว่า ประเทศไทยไม่ควรลอกเลียนแบบประชาธิปไตยแบบฝรั่ง เหมือนไม่ควรเอารถโรลส์-รอยซ์มาวิ่งในนา ควรจะต้องเป็นรถอีแต๊กอีแต๋นจะเหมาะสมดีกว่า)

เหตุผลสำคัญของการล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ (รวมทั้งที่อาจจะไม่มีการลงประชามติในฉบับท่านอาจารย์มีชัย) ก็คือหากประชาชนไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญจะมีผลถึงการล่มสลายในเชิงสถาบันของ 2 สถาบันใหญ่ๆ คือ สถาบันทหาร กับสถาบันรัฐประหาร

คำว่า “สถาบัน” ในทางรัฐศาสตร์มีความหมายถึง สิ่งที่มีคุณค่าหรือมีความจำเป็นในทางการเมืองการปกครอง รวมถึงกระบวนการและการทำหน้าที่ของสถาบันเหล่านั้น ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตย สถาบันที่สำคัญก็จะได้แก่ พรรคการเมือง การเลือกตั้ง รัฐสภา รัฐบาล ระบบราชการ กลุ่มผลประโยชน์ และประชาสังคม แต่สำหรับประเทศไทยที่ปกครองโดยทหารมาเป็นระยะ จึงมีผู้นับทหารและการรัฐประหารเป็นสถาบันที่สำคัญเพิ่มเติมเข้ามา

มีผู้ศึกษาภาพลักษณ์ของทหารไทยภายใต้การรัฐประหารตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 พบว่า ประชาชนมีการสำนึกรับรู้บทบาทของทหารออกเป็น 2 ภาพ 2 ยุค คือ “ทหารภายใต้ระบอบเผด็จการ” ตั้งแต่ 2475 จนถึง 2521 กับ “ทหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตย” ตั้งแต่ 2522 จนถึง 2557 พบว่าประชาชนมีความคาดหวังค่อนข้างน้อยต่อการบริหารประเทศของทหารในยุคแรก แต่กลับมีความคาดหวังสูงมากต่อการปกครองของทหารในยุคหลัง โดยมีความสำเร็จของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ใน ปี 2523-2530 เป็นจุดแบ่งในความแตกต่างของความคาดหวังดังกล่าว

รายงานชิ้นนั้น (ต้องขออภัยที่ผู้เขียนไม่สามารถจดจำชื่องานและผู้ศึกษาเรื่องนี้ เพราะเป็นรายงานประกอบการศึกษาในระดับปริญญาโทของสาขาวิชารัฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่ จึงไม่ได้เก็บรักษาไว้เนื่องจากมีการนำเสนอรายงานของนักศึกษาแต่ละปีในหลายๆ ชุดวิชาเป็นจำนวนมาก) ชี้ให้เห็นว่า ก่อนการรัฐประหารวันที่ 6 ต.ค. 2519 คนไทยยังไม่ค่อยมีความตื่นตัวทางการเมือง แม้จะสามารถโค่นล้มเผด็จการทหารได้ในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ดังนั้นเมื่อทหารทำรัฐประหารในช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนจึงแสดงออกได้เพียงการยอมรับ ภายใต้ภาวะ “ความน่าสะพรึงกลัว” เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าทหารจะทำอะไรก็ไม่สนใจอยากรู้ เพราะถ้ารู้และไปแสดงอาการต่อต้านก็จะเป็นอันตราย

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 ตามมาด้วยการ “พึ่งพาอาศัยกัน” ของทหารกับนักการเมืองในยุครัฐธรรมนูญปี 2521 ที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ต่อมาหลังการเลือกตั้งปี 2522 และ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วสภาก็ได้ “ถูกบังคับเลือก” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนนั้น ได้ทำให้ทหาร “ดูเป็นมิตร” กับผู้คนมากขึ้น ดังนั้นเมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ได้ยึดอำนาจในวันที่ 23 ก.พ. 2534 คนไทยจึงลดความกลัวทหารลงไปมาก โดยเฉพาะความคาดหวังให้ทหารเข้ามาจัดการกับนักการเมืองโกงกินในรัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ได้ทำให้ทหาร “ดูดีมากๆ” ถึงขั้นที่มีประชาชนจำนวนมากเอาดอกไม้ไปมอบให้แก่คณะรัฐประหารอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่เมื่อ รสช.เผยธาตุแท้ว่า “เสพติดอำนาจ” ภายใต้การสนับสนุนของนักการเมืองน้ำเน่า ประชาชนจึงออกมาต่อต้านจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 จากนั้นมาภาพลักษณ์ที่ประชาชนเคยกลัวทหารก็เปลี่ยนไป ร่วมกับกระแสปฏิรูปการเมืองที่ต่อเนื่องมาถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี 2540 ทำให้ประชาชนมองว่าทหารเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความล้าหลังทางการเมือง แต่ว่าเมื่อปล่อยให้นักการเมืองจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศอีกในช่วง 2544-2548 ประชาชนกลับได้รับรู้ว่า “ยิ่งแย่” กว่าการปกครองโดยทหารเสียอีก ดังนั้นเมื่อทหารทำรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ผู้คนจึงรู้สึกเหมือน “โล่งอก” และต้อนรับการเข้ามาของทหารประดุจว่า “เทวดามาโปรด”

กระนั้นเมื่อผู้นำ “ปัสสาวะไม่สุด” ทั้งยังสละเรือโดยเร็ว นำมาสู่การเลือกตั้งที่ปั่นป่วน แล้ว “ทรราชนักเลือกตั้ง” ก็ครองเมืองอีก เกิดการขัดแย้งต่อสู้ระหว่างประชาชนที่ยังคงแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ที่สุดทหารก็ยึดอำนาจอีกในวันที่ 22 พ.ค. 2557 แม้แรกๆ จะดูงวยงงกันอยู่มาก แต่คนไทยส่วนหนึ่งก็ดูจะ “สรรเสริญเยินยอ” ในวีรกรรมครั้งนี้ของทหารอยู่ไม่น้อย

นี่คือ “ประยุทธ์ Awakens” ที่หลายคนคาดว่าจะมากอบกู้ภาพลักษณ์ของทหาร เป็นอีกบทบาทหนึ่งในการสร้างประชาธิปไตยของทหาร ที่เรียกว่า “จันทร์โอชาประชาธิปไตย”

ตอนหน้าจะเป็นตอนจบ (ไม่ใช่จุดจบ) ของเรื่องนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท