
24 ซีอีโอตัวช่วยเศรษฐกิจประชารัฐ
“แนวคิดสานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก” มีจุดกำเนิดเกิดมาจากแนวคิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
“แนวคิดสานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก” มีจุดกำเนิดเกิดมาจากแนวคิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังจากการปรับคณะรัฐมนตรี ดึงสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นแม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจ โดยผนึกกำลังกับภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อหามาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้แตกต่างและมีผลบวกมากกว่า “ประชานิยม”
ในฐานะมือไม้คนสำคัญ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฉายภาพของการต่อยอดและการผลักดัน “ประชารัฐ” ว่า หากจะให้ประชารัฐเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วต้องมีการขับเคลื่อน 3 กลไกด้วยกันคือ 1.กลไกระดับชาติ ต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมการประชารัฐระดับชาติเพื่อเศรษฐกิจฐานราก มิเช่นนั้นงานที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นคนต่างคนต่างทำ งานจะไม่สัมฤทธิผล
2.กลไกระดับจังหวัดที่จะเป็นผู้ที่รับนโยบายมาปฏิบัติ เช่น อาจจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานโดยมี ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และ 3.กลไกระดับอำเภอ ซึ่งจัดให้เป็นเวทีสาธารณะตามอำเภอ เพื่อมาติดตามโครงการต่างๆ ของชุมชน โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ นักธุรกิจท้องถิ่นและนักวิชาการ
“แต่จากวันที่คิกออฟมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2558 จนถึงวันนี้ผ่านไป 4 เดือนแล้ว กลไกคณะทำงานยังไม่เกิด ซึ่งเมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ผมมีโอกาสได้เจอกับ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลประสานงานกับเครือข่ายประชารัฐ ซึ่งท่านบอกกับผมว่ากลไกต่างๆ ที่ท่านได้เสนอมาวันนี้ยังไม่เกิดขึ้นเลยนะหมอ และผมก็ย้อนถามท่านไปว่าแล้วจะทำยังไงต่อ ท่านก็บอกว่าท่านอาจารย์สมคิด ยังไม่อยากให้ตั้ง เพราะมองว่าให้ดำเนินการในลักษณะปกติดีกว่า ไม่ต้องมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ หางบประมาณจากตรงนั้นตรงนี้มา ไม่ต้องไปรบกวนนายกฯ ซึ่งถ้าถามผมว่าทำงานได้ไหม ผมตอบว่าทำได้”
นพ.พลเดช อธิบายต่อว่า หากไม่มีกลไกมาขับเคลื่อนจะไม่แรงผลักดัน เมื่อมีกระบวนการ เป้าหมายชัดเจนแล้วต้องเคลื่อนขบวน เดินหน้าต่อ แต่ถ้าเคลื่อนทัพไปแล้วต้องไปคุ้ยเขี่ยหางบประมาณมา อย่าลืมว่าทุกกิจกรรมต้องใช้เงินทั้งสิ้นแต่ภาคประชาสังคมไม่มีเงิน ถ้าเป็นแบบนี้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไม่ได้แน่ แต่ในเมื่อมันไม่ได้เราก็ไม่ได้หยุดที่จะทำ เรามีใจให้ช่วยทำเต็มที่ โดยทุกๆ 2 เดือน จะมีเวทีประชุมกันตามปกติ มีรองนายกฯ สมคิด มี นพ.ประเวศ วะสี มาเป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนงานอยู่ตลอด
“แต่ก็จะขับเคลื่อนได้เท่านี้เพราะไม่มีทรัพยากร ไม่มีกระสุนดินดำ ถ้าคนทำงานยิ่งคิดงานมากก็จะยิ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องไปหาเงินเอง ดังนั้นเวลาที่ผ่านมาจึงหมดไป แต่ผมก็เข้าใจว่าที่ผ่านมาสังคมที่มีแต่ความขัดแย้ง สู้กันไปมา ทำให้สังคมไทยเกิดความหวาดระแวง ไม่ค่อยไว้วางใจกัน พอพูดถึงองค์กรกลุ่มภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ซึ่งท่านคงแยกไม่ออกว่าเอ็นจีโอไหนมีแนวทางแบบไหน เพราะเอ็นจีโอมีทั้งสุดทางขวา และสุดทางซ้าย แต่พวกเราเป็นทางสายกลาง ท่านอาจจะแยกไม่ออก เพราะไม่ได้ทำงานอยู่ในแวดวงเอ็นจีโอ
ส่วนเรื่องของงบประมาณของภาคประชารัฐที่จัดไว้ พร้อมแล้วสำหรับไปลงหมู่บ้าน จังหวัด แต่เหตุใดไม่จัดตั้งกลไกขึ้นมาแทนนั้น นพ.พลเดช ชี้แจงว่า งบที่ลงไปสู่จังหวัด กองทุนหมู่บ้าน เป็นคนละส่วนกัน มีกติการะเบียบกำกับอยู่ เราจะไปนำเงินนั้นมาเป็นส่วนจัดกระบวนการ หรือมาจัดเวทีต่างๆ คงไม่ได้ ส่วนงบตำบลละ 5 ล้านบาท ที่รัฐให้ไปผ่านทางจังหวัด ท้องที่ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่จะต้องเสนอโครงการมา โดยมีนายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งก็ได้ส่งสัญญาณห้ามไปกินหัวคิวเด็ดขาด เพราะมีข่าวออกมามากว่าเงิน 5 ล้านบาทมีการแบ่งหัวคิวกันเรียบร้อย
“การหักหัวคิวหรือทุจริตถ้าใครกล้าในยุค คสช.แบบนี้ผมคิดว่ามีสิทธิที่หัวจะกระเด็น การตรวจสอบยุคนี้ง่ายจะทุจริตยาก เพราะมีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนได้มากขึ้น ไหนจะมีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) คอยดูแลอีก แล้วส่งผลให้งบ 5 ล้านบาทที่คิดว่าจะให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับไม่ได้ช่วยได้จริง เพราะงบปล่อยไม่ออก เพราะนายอำเภอไม่กล้าเซ็นอนุมัติ ขยาด
นพ.พลเดช เล่าด้วยว่า ได้มีโอกาสนั่งคุยในโต๊ะอาหารกับ นพ.ประเวศ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดย สมคิดบอกว่า งบประมาณในส่วนนี้ 4 หมื่นล้านบาท ผ่านไปแล้ว 4 เดือน พึ่งจะอนุมัติไปได้เพียง 44 ล้านบาท จะเห็นว่ามันน้อยมาก รัฐบาลระวังมากจึงตรวจสอบเข้มงวด แต่เมื่อระวังมากก็เสียอย่าง
นพ.พลเดช เสนอทางออกว่า รัฐบาลควรมีงบอีกก้อนหนึ่งที่ไม่มากอำเภอละไม่เกินแสนบาท นำไปสร้างกระบวนการเสริมในการตรวจสอบ รู้ ติดตามความก้าวหน้า เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ฉลาดขึ้น แต่ที่ผ่านมางบประชานิยมคืองบที่ไหลตรงไป โดยไม่ลงทุนในกระบวนการตรวจสอบ ดูถูกดูแคลนเอ็นจีโอทั้งหลายว่าเป็นนายหน้าค้าความจน ที่ในยุคทักษิณตัดตัวกลางเหล่านี้ออกแล้วนำงบลงไปโดยตรงส่งถึงรากหญ้า โดยไม่เห็นคุณค่าภาคประชาสังคม
“ดังนั้นประชารัฐจึงต้องมีตัวกลางแปรเปลี่ยนเม็ดเงินให้เป็นปัญญาจะได้ยั่งยืน ซึ่งเสนอไปนานแล้วแต่รัฐบาลยังไม่เห็นความจำเป็น ยิ่งเมื่อ สสส.ถูกทุบด้วยแล้ว งบในส่วนของภาคประชาสังคมก็หงายเก๋งเลย ทีนี้ก็ยากลำบากพอสมควร จึงได้บอกว่า ต้องให้นายกฯ ช่วยปลดล็อกปัญหางบการทำโครงการต่างๆ ให้สะดวกขึ้น ไม่อย่างนั้นภาคประชารัฐและในส่วนของอื่นจะยิ่งแย่ โดยคำสั่งมาตรา 44 ที่กระทบต่อคนสำคัญภาคประชาสังคมใน สสส. ทำสะเทือนไปหมด”
นพ.พลเดช กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของภาคประชารัฐที่เมื่อต้นปี 24 ซีอีโอ ที่ได้เข้านายกรัฐมนตรี โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 12 ชุด ซึ่งในชุดที่ 5 เป็นชุดคณะทำงานเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยที่ประชุมล่าสุดเห็นถึงทิศทางที่ดีตั้งความหวังไว้ว่าถ้านายกฯ และ สมคิด สามารถที่จะให้ภาคธุรกิจมาทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและมีใจแบบนี้ จะเป็นทางออกที่ดีของบ้านเมืองได้เหมือนกัน
“เวลานี้การทำงานในส่วนของประชารัฐและเศรษฐกิจฐานราก ในส่วนงบประมาณที่มาแรงกว่างบจาก สสส. คือภาคธุรกิจ เขาเข้ามาไม่ได้ขออะไร เขามีเงินมากกว่านั้นเยอะ เขาสามารถมาช่วยได้เยอะสิ่งที่เห็นแนวคิดดีๆ จากคนรุ่นใหม่ เช่น ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมสร้างปัญหาต่างๆ ไว้ ด้วยการทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่จะเป็นกระแสทางเลือกที่จะมาลดช่องว่าง โดยจะทำให้เกิดขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ ร่วมกับการทำธุรกิจภาคเกษตร โดยภาคธุรกิจจากปูนซีเมนต์ไทย, บางจาก, ปตท. เข้ามามีส่วนสนับสนุนพื้นที่ร่วมทำโครงการดังกล่าว
ข้อสงสัยที่ว่าการที่ภาคธุรกิจเข้ามาสานต่อนโยบายเศรษฐกิจและประชารัฐ ภายใต้คณะกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (Public-Private Steering Committee) จะได้อะไรจากตรงนี้ หมอพลเดช อธิบายว่า นักธุรกิจไทยได้ผ่านบทเรียนจากสังคมมาก และบทเรียนนั้นทำให้เขารู้ว่าธุรกิจของเขาจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะปล่อยให้สังคมมีช่องระยะที่หางแบบนี้ไม่ได้ ในท้ายที่สุดแล้ว จะเกิดมิคสัญญีกาลียุค สงครามกลางเมือง คนจะฆ่ากันตาย เพราะนั้นสิ่งที่นักธุรกิจสร้างขึ้นมาทุกอย่างจะจบหมด เมื่อบ้านเมืองเกิดสงคราม เศรษฐีกับยาจกจะเท่ากันเป็นตายเท่ากัน
สำหรับความก้าวหน้าในส่วนของภาคประชาสังคม และเศรษฐกิจฐานรากภาคประชารัฐในอนาคต หมอพลเดชวาดฝันไว้ว่า มีความตั้งใจว่าปี 2559 เราจะตะลุยทำงานเพื่อตรึงพื้นที่สร้างกลไกและลักษณะความเป็นประชารัฐขึ้นมาทุกจังหวัด ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะภาคประชาสังคมได้ทำไว้ก่อนแล้ว 2 ปี ที่เรียกว่าโครงการปลุกพลังเปลี่ยนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเคลื่อนมาตั้งแต่การปฏิรูปประเทศ สมัยท่านอานันท์ ปันยารชุน และอาจารย์ประเวศ วะสี ขับเคลื่อน โดยเราเปลี่ยนแปลงความคิดที่จะสร้างสังคมแนวราบ สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง
นอกจากนี้ อีกส่วน คือ ศูนย์ประสานภาคีพัฒนาทุกจังหวัด (ศปจ.) ที่มี 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยทุกจังหวัดจะผนึกกำลัง 2 ส่วน คือ ภาคประชาสังคมในจังหวัดกับหอการค้าจังหวัด และเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาทำนโยบายประชารัฐ นายกรัฐมนตรีก็มีแนวคิดที่จะให้ภาคประชาสังคมเสริมกำลังทำงานร่วมกับกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งระดับชาติและระดับจังหวัดไปด้วยอีกทาง จึงเป็นที่มา กรอ.จังหวัดพลัสขึ้นมา เมื่อทุกอย่างมีทางออกแบบนี้ เชื่อว่าในเดือน ก.พ.เป็นต้นไป การขับเคลื่อนการทำงานทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และปัญหา สสส. ถูกปลดล็อก ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ จากนี้เราไม่มีเวลามาก เราต้องมีเป้าหมายว่าภายใน 3 เดือน







