
ยธ.เตรียมปรับใหญ่มาตรการลงโทษทางอาญา
รมว.ยธ.เตรียมปรับปรุงครั้งใหญ่มาตรการลงโทษทางอาญากระบวนการยุติธรรมไทย
รมว.ยธ.เตรียมปรับปรุงครั้งใหญ่มาตรการลงโทษทางอาญากระบวนการยุติธรรมไทย
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เห็นว่า "คุก" ไม่ใช่ทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้กระทำความผิดเล็กน้อย และไม่เป็นภัยหรืออันตรายต่อสังคม เพราะการนำบุคคลดังกล่าวไปจำกัดอิสรภาพแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหากลับเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้เพิ่มมากขึ้น และมีผลกระทบตามมาอย่างมากมาย
ดังนั้น ต่อไปนี้รัฐบาล โดยกระทรวงยุติธรรมจะมุ่งใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก และมาตรการลงโทษระยะปานกลางในความผิดเล็กน้อยและไม่เป็นภัยต่อสังคมแทนการจำคุก ตามแนวทางการลงโทษแบบไม่ใช้การคุมขัง (non-custodial measures) ตามข้อกำหนดโตเกียว (Tokyo Rules) อย่างเต็มที่ด้วยการ
1. ส่งเสริมให้มีการป้องกันโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยการจัดให้มีอาสาสมัครยุติธรรมชุมชนขึ้นครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ตำบล และจัดให้มีศูนย์ยุติธรรมชุมชนที่เป็นองค์กรภาคประชาชนในที่ตั้งทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นผู้ทำหน้าที่ในการให้ความรู้ และเป็นจุดรับเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้พ้นโทษในชุมชน และเฝ้าระวังปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยให้งานทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์ดำรงธรรม
2. ส่งเสริมให้มีการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทในทุกช่วงชั้นของกระบวนการยุติธรรมและเพิ่มอำนาจให้มีการไกล่เกลี่ยภาคประชาชนเพิ่มขึ้นนอกจากภาครัฐ โดยกำหนดให้มีมาตรฐานเดียวกัน ยกร่างพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติยุติธรรมชุมชน พ.ศ. ....
3. ลดการควบคุมตัวด้วยการส่งเสริมให้ใช้การควบคุมตัวอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring/EM) ในทุกช่วงชั้นของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นการปล่อยตัวชั่วคราว คุมประพฤติชั้นชะลอการฟ้องของอัยการ คุมประพฤติชั้นการรอลงอาญาหรือรอการกำหนดโทษของศาล การจำคุกหรือการกักขังในสถานที่อื่นแทนเรือนจำ การพักการลงโทษ รวมทั้งใช้ในการควบคุมตัวผู้ต้องขังไปโรงพยาบาลเพื่อบำบัดรักษาหรือย้ายสถานที่ควบคุม เป็นต้น โดยให้กรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ
4. แก้กฎหมายในความผิดเล็กน้อยและไม่เป็นภัยต่อสังคมที่ "ยอมความไม่ได้" ให้สามารถ "ยอมความได้"
5. เพิ่มแต้มต่อให้กับประชาชนคนยากจนและด้อยโอกาสได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการตราพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 เพื่อให้ประชาชนที่ยากจนและด้อยโอกาสดังกล่าว สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีเงินเพื่อใช้ในการปล่อยตัวชั่วคราว ค่าจ้างทนายความ ค่าพิสูจน์สิทธิ ค่าพาหนะและที่พักในระหว่างสอบสวนและพิจารณาคดี เป็นต้น ทั้งกระจายอำนาจไปส่วนภูมิภาคให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจพิจารณาอนุมัติ เพื่อลดขั้นตอนและทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างรวดเร็ว
6.สร้างกระบวนการรองรับผู้พ้นโทษที่ไม่มีผู้อุปการะหรือไม่มีที่ไป กลับตนเป็นพลเมืองดีและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก ด้วยกันจัดตั้งบ้านถึงวิถี (Halfway House) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือจนกว่าบุคคลเหล่านั้นจะสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้
7. คุ้มครองสิทธิประชาชน ด้วยการเข้าไปช่วยเหลือกรณีการจับผิดตัวหรือ "แพะ" และเหยื่ออาชญากรรม ด้วยการเร่งแก้ไขพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเป็นเจ้าพนักงานในการแจ้งสิทธิและรับคำขอตามกฎหมาย รวมทั้งปรับอัตราค่าตอบแทนและทดแทนให้เป็นไปตามค่าแรงขั้นต่ำ และกระจายอำนาจไปส่วนภูมิภาคลงถึงระดับจังหวัดให้มีอำนาจพิจารณา เพื่อลดขั้นตอนและทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งปรับรื้อระบบและสร้างมาตรฐานการคุ้มครองพยานทั้งระบบ เพื่อปกป้องคุ้มครองกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามในปฏิญญาสหประชาชาติ







