
กรอบเงินเฟ้อควรเป็นเป้าหมาย นโยบายการเงินหรือไม่
โดย ดร.วราพงศ์ วงศ์วัชรา ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย ดร.วราพงศ์ วงศ์วัชรา ธนาคารแห่งประเทศไทย
ภาพของเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซา และราคาน้ำมันที่ร่วงลงมาค่อนข้างแรงตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่ทั่วทั้งโลกโดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังไม่หายขาดจากอาการวิกฤตซับไพรม์
ธนาคารกลางที่ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) จำนวนไม่น้อยจึงพลาดเป้าหมายในปี 2558 และมีความเสี่ยงที่จะพลาดเป้าอีกในปีนี้ หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่เปลี่ยนแปลงจากบริบทปัจจุบัน
หลายฝ่ายจึงเริ่มตั้งคำถามว่า แบงก์ชาติควรจะยึดกรอบ Inflation Targeting ต่อไปหรือไม่?
ก่อนอื่นผมขอเล่าเกี่ยวกับแนวคิดของ Inflation Targeting แบบย่อๆ ก่อนว่าทำไมธนาคารกลางต่างๆ จึงหันมาใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายการเงินกันมากขึ้น
ภารกิจหลักของธนาคารกลางเกือบทุกแห่งคือ การดูแลเสถียรภาพด้านราคา พูดง่ายๆ คือดูแลให้ราคาข้าวของปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่เหมาะสมในแต่ละปี และไม่ให้ราคาแกว่ง หรือเคลื่อนไหวหวือหวาจนเกินไป
เพราะผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ล้วนได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาข้าวของที่แพงขึ้นหมายถึงอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเราที่ลดลง มีเงินเท่าเดิมจะซื้อของได้จำนวนชิ้นน้อยลง
ในทางกลับกันอัตราเงินเฟ้อติดลบ หมายถึงอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการห้างร้านอาจรู้สึกฝืดเคืองที่ขายของได้ราคาต่ำลง การรักษาเสถียรภาพด้านราคา จึงเป็นการดูแลอำนาจการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ในจุดสมดุล
งานวิจัยจำนวนมาก ทั้งภายในและต่างประเทศชี้ว่า การรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสาธารณะ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่พอเหมาะ และไม่ผันผวนเอื้อต่อการวางแผนใช้จ่ายและลงทุน ของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน
งานวิจัยบางชิ้นพบอีกว่า กรอบ Inflation Targeting ช่วยพัฒนาตลาดการเงินไปในตัวซึ่งสำคัญกับศักยภาพของประเทศ
ในภาพรวมของไทยเองนั้น แม้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2558 แต่ยังไม่ถือว่าขาดเสถียรภาพด้านราคา เพราะอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ดำดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ทยอยลดลงอย่างช้าๆ จากการปรับลดลงของราคาน้ำมัน
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งหักราคาอาหารสดและพลังงาน ที่เรียกว่า “เงินเฟ้อพื้นฐาน” ยังคงเป็นบวกอ่อนๆ สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับแนวโน้มของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และสื่อสารอย่างต่อเนื่องว่า ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดยังมีจำกัด เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัว
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของแบงก์ชาติ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่า อัตราเงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2 ใกล้เคียงกับความเห็นของนักวิเคราะห์ในการสำรวจของ Asia Pacific Consensus Survey ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมองที่ว่า อัตราเงินเฟ้อน่าจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต และภาวะเงินเฟ้อติดลบในปัจจุบัน เป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว
ดังนั้น กรอบ Inflation Targeting ยังมีความสามารถในการดูแลเสถียรภาพด้านราคา
การเปลี่ยนเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินในตอนนี้ จึงเปรียบเหมือน การเปลี่ยนรถระหว่างเดินทางอาจทำให้ไปถึงจุดหมายได้ช้าลง
มีคำถามว่า แล้ว กนง.ได้ทำอะไรบ้างเพื่อช่วยให้เงินเฟ้อ กลับสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น?
การลดดอกเบี้ยลงสองครั้งรวมร้อยละ 0.50 ในช่วงต้นปี 2558 ถือเป็นการเพิ่มแรงสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับเศรษฐกิจ ซึ่งจะหนุนเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ แต่ก็ไม่สามารถทานแรงฉุด จากด้านราคาน้ำมัน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามากได้
ในระยะสั้นการลดดอกเบี้ย จึงไม่สามารถทำให้เงินเฟ้อกลับเป็นบวกได้ เพียงแต่ช่วยประคับประคองไม่ให้เงินเฟ้อไถลลบไปมากกว่านี้โดยผลของการลดดอกเบี้ยจะค่อยๆ ถูกส่งไปยังเศรษฐกิจ ผ่านการปรับแผนการใช้จ่ายและลงทุนของภาคส่วนต่างๆ ในเศรษฐกิจ ซึ่งจะทยอยเพิ่มแรงส่งให้กับเงินเฟ้อต่อไป
คำถามต่อมาคือ แล้วทำไม กนง.ไม่ลดดอกเบี้ยลงอีก เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอัตราเงินเฟ้อ?
ประเด็นนี้ผมขอชี้แจงว่า แบงก์ชาติดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ Inflation Targetingพิเศษที่เรียกว่า Flexible Inflation Targetingซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเสถียรภาพด้านอื่นๆ อาทิ ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน ภาคสถาบันการเงิน และตลาดการเงิน ไปพร้อมๆ กัน
ดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า “low for long” อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินขึ้นได้เพราะนักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินไปเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงได้ด้วยต้นทุนที่ถูก เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเคยสร้างปัญหาเศรษฐกิจให้กับไทยมาแล้ว ในช่วงวิกฤตต้มย้ากุ้งปี 2540
นอกจากนี้ ดอกเบี้ยที่ต่ำอาจสร้างผลลบต่อพฤติกรรมการออม และกระทบผู้ที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากได้
ภายใต้กรอบ Flexible Inflation Targeting กนง.จึงประเมินว่า ผลได้จากการลดดอกเบี้ยที่มีต่อเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้ออาจจะไม่คุ้มผลเสียด้านเสถียรภาพด้านการเงิน
รู้แบบนี้แล้ว อาจช่วยให้สบายใจกับการดำเนินนโยบายของแบงก์ชาติมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็น Inflation Targeting หรือ Flexible Inflation Targeting ก็ล้วนมีข้อจำกัดในฐานะกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยด้านอุปทานเช่นในปัจจุบัน ในสถานการณ์แบบนี้ ธนาคารกลางมีทางเลือกอะไรบ้างที่จะใช้แทนเป้าหมายเงินเฟ้อ?
ไว้โอกาสต่อไปผมจะมาเสนอต่อนะครับ ต้องติดตามต่อไป
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลจึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของ ธนาคารแห่งประเทศไทย







