
เศรษฐกิจผันผวน ดึงปฏิรูปโครงสร้างล่ม
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เริ่มต้นเศรษฐกิจปีลิงได้ไม่ถึงเดือนก็เต็มไปด้วยปัจจัยลบ เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ ราคาน้ำมันตก ความขัดแย้งระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจจีนมีปัญหาทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และปัญหาภัยแล้งในประเทศทำให้รัฐบาลนั่งไม่ติดเพราะกลัวว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เริ่มเดินสายตั้งแต่เปิดปีใหม่วันแรกไปที่กระทรวงการคลัง สั่งให้เร่งออกมาตรการชุดใหญ่ออกมาพยุงเศรษฐกิจปีนี้ เพื่อให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3.8%
สำหรับมาตรการที่จะให้ออก ได้สั่งการทั้งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปหามาตรการดูแลคนรายได้น้อยและยากจน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยและเศรษฐกิจโลกเป็นการด่วน ขณะเดียวกันยังให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ และเร่งโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ให้เกิดขึ้นภายปีนี้ให้ได้ เพื่อจะได้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังสั่งให้กรมธนารักษ์เข็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่บนพื้นที่ราชพัสดุออกมาในปีนี้ให้ได้หลายๆ โครงการ จะได้เป็นแรงเสริมในการเข็นเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน รองนายกฯ สมคิด ยังเดินสายให้การบ้านชุดใหญ่แก่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อขนมาตรการชุดใหม่และชุดใหญ่ลงไปช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งหนีไม่พ้นการแจกเงิน พักหนี้ และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
จะเห็นว่าเศรษฐกิจที่ผันผวนตั้งแต่เริ่มปีใหม่ ทำให้รัฐบาลหมกมุ่นและตกหลุมอยู่กับการควานหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า เพราะหากกางข้อมูลเศรษฐกิจของไทยออกมาดูก็น่าเป็นห่วงไม่น้อย เพราะการส่งออกที่ยังตกต่ำ การลงทุนเอกชนยังไม่ฟื้น และการบริโภคยังอ่อนแรง ทำให้เหลือแต่การลงทุนภาครัฐเท่านั้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ จะเริ่มเบิกจ่ายลงเสาเข็มก็ต้องรอไปถึงไตรมาสสามและสี่ปีนี้ ส่วนไตรมาสแรกและสองของปีนี้ยังต้องพึ่งแรงขับเคลื่อนด้านอื่นไปดาบหน้าไปก่อน
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกตอนนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะยังมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนของปีที่ผ่านมาที่ยังค้างท่ออยู่ ทั้งการเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท โครงการตำบลละ5 ล้านบาท มาตรการอสังหาริมทรัพย์ เงินกู้ซอฟต์โลนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เพิ่มวงเงินอีก 5 หมื่นบาท ยังทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาสแรก
แต่ในส่วนของเศรษฐกิจไตรมาสสอง เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นรอยต่อที่สำคัญ เนื่องจากมาตรการเก่าจะหมดแรงส่ง ขณะที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ยังเดินเครื่องไม่ได้ทำให้เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะงัก ส่งผลให้การขยายตัวทั้งปีอาจจะมีปัญหาขยายตัวได้ต่ำ ยิ่งตอนนี้ธนาคารโลกออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ยิ่งเป็นการเขย่าเศรษฐกิจที่อ่อนแอให้อ่อนแรงมากขึ้น
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าเป็นการใหญ่ หาเงินจากทุกช่องทางมาถมเศรษฐกิจ เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทั้งปีไม่ให้แรงตกลง นอกจากการให้การบ้านที่กระทรวงการคลัง สมคิด ยังได้สั่งการให้สำนักงบประมาณหาเงินมาเติมงบกลางเพื่อดูแลเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น โดยการลงทุนไหนไม่พร้อม ล่าช้า ก็ให้ยกเลิก และนำเงินงบประมาณมาลงทุนในโครงการที่ดำเนินการได้ทันที เพื่อเติมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากที่สุด
การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ทำก็จะทำให้ปัญหาแก้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่า การเร่งมาตรการกระตุ้นก็ไปกระทบทำให้การปฏิรูปทางเศรษฐกิจล่าช้าไปด้วย จนทำให้ปัญหาระยะกลางและยาวของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข
ส่วนสำคัญที่เศรษฐกิจผันผวน ทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจล่าช้า มาจากการที่ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจต้องทุ่มเททรัพยากรไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ยิ่งปัญหามาก ผันผวนรุนแรง และกินเวลานาน ยิ่งทำให้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเข้าไปแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ การดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะกระทบกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยเหตุนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจจึงต้องถูกชะลอไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปภาษี ที่เป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยการปฏิรูปภาษีครั้งนี้ต้องมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ แต่การเก็บภาษีดังกล่าวจะเป็นภาระให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้น กระทบการบริโภคทำให้ต้องชะลอการเก็บภาษีส่วนนี้ไปก่อน
เช่นเดียวกับการหารายได้เพิ่มให้กับประเทศต้องเพิ่มการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต จาก7% เป็น 10% แต่รัฐบาลก็ไม่กล้า โดยอ้างว่าการทำบัญชีเดียวและการทำระบบอีเพย์เมนต์จะทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องขึ้นภาษีแวต ทำให้การแก้ปัญหาการเก็บรายได้ของรัฐบาลให้เพียงพอกับรายจ่ายไม่ต่างกับการหวังน้ำบ่อหน้าที่ไม่รู้ว่าผลจะออกอย่างที่วาดหวังไว้หรือไม่
แต่ที่แน่ๆ การเก็บภาษีแวตทุก 1% ทำให้เก็บรายได้เพิ่มขึ้น 6-7 หมื่นล้านบาท หากเพิ่ม 3% จะทำให้เก็บรายได้เพิ่มขึ้นทันที 1.8-2.1 แสนล้านบาท แต่การเพิ่มภาระภาษีเป็นการเสียคะแนนทางการเมือง ทำให้รัฐบาลไม่ต้องการให้มีแรงกดดันการเมืองมาก ทำให้มองข้ามการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในทางตรงข้าม รัฐบาลยังออกมาตรการลดหย่อนภาษีออกมาจำนวนมาก จนทำให้ชนชั้นกลางและคนมีรายได้มากเสพติดมาตรการนิยม เหมือนคนมีรายได้น้อยเสพติดโครงการประชานิยม เห็นได้ชัดหลังจากรัฐบาลออกมาตรการภาษีช็อปปิ้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็เรียกร้องให้ทำใหม่ ลามไปถึงให้มีการยกเว้นภาษีแวตสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ถือเป็นอีกปัจจัยที่กระทบกับการปฏิรูปภาษีและเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่การปฏิรูปเศรษฐกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ความผันผวนทางเศรษฐกิจการลงทุนใหญ่ล่าช้า ทำให้รัฐบาลก็หนีไม่พ้นต้องเทเงินไปลงทุนโครงการขนาดเล็กเหมือนปลายปีที่ผ่านมา ส่วนโครงการใหญ่ที่ว่าเกิดได้ปีนี้ก็เป็นแค่สร้างความหวังนักลงทุนเท่านั้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การทำโครงการพีพีพี ฟาสต์ แทร็ก ที่ได้เร่งการพิจารณาจาก 2 ปี ให้เหลือ 8 เดือน ถึงตอนนี้รัฐบาลก็รู้ว่าโครงการพีพีพีจะเกิดภายในปีนี้ได้ยาก เพราะกว่าจะพิจารณาเสร็จยังต้องประมูลจัดซื้อจัดจ้างและลงทุนได้อย่างเร็วสุดก็ปีหน้า และจะมีการลงทุนได้จริงไม่กี่โครงการเท่านั้น ส่งผลให้การปฏิรูปการลงทุนของประเทศไม่เป็นไปตามแผน
ยิ่งเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ อ่อนแอ เปราะบาง ผันผวน มีแต่ทรงกับทรุดเช่นนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจก็ยิ่งทำได้ยาก แค่ลำพังแก้เศรษฐกิจเฉพาะหน้าไม่ให้ทรุด ไม่ให้ความเป็นอยู่ของคนในประเทศลำบากยากจนมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลหืดจับแล้ว
ส่วนเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจคงทำได้เพียงอยู่ในพิมพ์เขียว เพื่อใช้เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนเท่านั้น







