
สิ่งท้าทายในปี 2559 (1)
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
พอถึงเดือน ธ.ค.ของทุกปี รัฐบาลต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป โดยคาดเดาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นที่เป็น “ภัยคุกคาม ความเสี่ยง สิ่งท้าทาย” ต่อประเทศ และจัด “ลำดับความสำคัญเร่งด่วน”ในการแก้ไขปัญหา เพราะรัฐบาลไม่มีกำลังและทรัพยากรเพียงพอที่จะแก้ปัญหาทุกปัญหาได้พร้อมๆ กัน ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องรู้ว่าอะไรคือ “โอกาส” ที่รัฐสามารถฉกฉวยมาใช้ประโยชน์ได้ โอกาสจะมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ
คำถามคือ ใครที่เป็นคนประเมินสถานการณ์ภัยคุกคามและโอกาสนี้ให้กับรัฐบาลทราบ ในทุกปลายปีหน่วยข่าวกรองพลเรือน ตำรวจ ทหาร ต่างประเทศ มหาดไทย ฯลฯ ร่วมกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาประชุมกันเพื่อจัดทำรายงาน “ประมาณการข่าวกรองแห่งชาติ” ทั้งในระยะยาว 10-20 ปี ระยะปานกลาง 5 ปี และเฉพาะหน้าปีต่อปี เป็นการบอกกับรัฐบาลว่า ในปีหน้ามีแนวโน้มสถานการณ์อะไรบ้างที่จะเกิดขึ้น รุนแรงมากน้อยขนาดไหน เพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ทั้งที่เกิดในประเทศและต่างประเทศ แต่อาจส่งผลกระทบต่อไทย ตลอดจนโอกาสที่เปิดให้รัฐบาลเตรียมฉกฉวยให้ได้อย่างเต็มที่
โดยทั่วไปการทำรายงานดังกล่าวเขาจะเรียกว่า “แนวโน้ม” ของสถานการณ์ ที่เรียกว่าแนวโน้มเพราะมันต่อเนื่องจากปีก่อนๆ เหมือนกับเหตุการณ์คือ เส้นๆ หนึ่งที่มันจะไม่หักหัวลงหรือขึ้น 90 องศา แต่จะค่อยๆ โน้มตัวลงหรือขึ้น การพัฒนาของสถานการณ์เช่นนี้เราเรียกว่าแนวโน้มที่หน่วยข่าวกรองสามารถประเมินได้ เพราะการเกิดขึ้นของสถานการณ์จะมี “สิ่งบอกเหตุ” ล่วงหน้าเสมอ
การประเมินสถานการณ์ต้องพิจารณาถึง “ความเป็นไปได้” ที่จะเกิดกับ “ความรุนแรง” ของผลที่จะตามมา บางอย่างอาจเกิดขึ้นได้บ่อยแต่ผลไม่รุนแรงนัก บางอย่างไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย แต่หากเกิดเมื่อใดจะมี
ผลรุนแรงมาก เช่น แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด โรคระบาดร้ายแรงที่เป็นไวรัสแพร่มาในอากาศซึ่งป้องกันได้ยาก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นานๆ เกิดขึ้นทีแต่มีผลกระทบรุนแรงมาก บางอย่างเกิดขึ้นบ่อยเป็นประจำและส่งผลกระทบรุนแรง เช่น พายุทอร์นาโดในสหรัฐ เกิดขึ้นปีละหลายสิบลูก พัดไปทางไหนก็ทำความเสียหายร้ายแรงแก่สถานที่นั้น พายุฤดูร้อน ไต้ฝุ่นที่เกิดทุกปีๆ ปีละหลายลูกในทะเลจีนใต้ที่ฟิลิปปินส์โดนหนักกว่าคนอื่น ไทยมักจะโดนแค่หางพายุ
ภัยคุกคามบางอย่างมองเห็น บางอย่างมองไม่เห็น บางอย่างป้องกันได้ บางอย่างป้องกันไม่ได้ ภัยคุกคามมีทั้งที่เกิดจากมนุษย์และที่เกิดจากธรรมชาติ ภัยคุกคามทางการทหารเป็นสิ่งที่มองเห็น ป้องกันได้ การก่อการร้ายระหว่างประเทศและอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่ป้องกันได้หากรู้ล่วงหน้า ภัยคุกคามที่เกิดจากคนพอจะมองเห็นและป้องกันได้หากรู้ล่วงหน้า แต่ถ้าเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติยากจะป้องกันได้ เช่น โรคระบาดร้ายแรงมองไม่เห็นและป้องกันยาก พายุทอร์นาโด ไต้ฝุ่น เป็นสิ่งที่เรามองเห็นและรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเมื่อไร แต่ป้องกันยาก นอกจากอพยพคนออกจากเส้นทางที่พายุจะพัดผ่านและเตรียมฟื้นฟูภายหลัง ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ยาก สิ่งใดที่ป้องกันไม่ได้รัฐบาลก็ได้แต่ออกคำเตือนล่วงหน้า เตรียมอพยพ และฟื้นฟูเยียวยาในภายหลัง
ภัยคุกคามจากคนและจากธรรมชาติไม่มีพรมแดน ผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศสามารถปฏิบัติการได้ทั่วโลก อาชญากรสามารถไปก่ออาชญากรรมข้ามชาติได้ตลอดเวลา แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ โรคระบาดร้ายแรงที่แผ่กระจายข้ามพรมแดน ไม่ต้องดูอื่นไกล เอาแค่ควันไฟที่เกิดจากการเผาป่าในอินโดนีเซีย ควันไฟลอยไปปกคลุมสิงคโปร์ทั้งเกาะ บางส่วนของมาเลเซียและไทยจนเดือดร้อนไปตามๆ กัน หรือการเผาป่าในลาวและเมียนมาทำให้ควันไฟลอยมาปกคลุมทางภาคเหนือของประเทศไทยทุกปี ประเทศไทยไม่ค่อยเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่เจอทั้งพายุ ภูเขาไฟ แผ่นดินไหว นานๆ ทีเจอน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และภัยแล้งใหญ่ในปี 2558-2559
ในรายงานประมาณการภัยประจำปีนั้น ผู้ประเมินจำต้องแยกแยะถึงระดับความรุนแรงของภัยด้วยสถานการณ์บางอย่างที่เลวร้ายรุนแรงถึงระดับเป็น “ภัยคุกคาม” ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ แต่บางอย่างไม่รุนแรงระดับภัยคุกคาม แต่อยู่ในระดับ “ความเสี่ยง” หรือเป็น “สิ่งท้าทาย” ต่อรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องจัดการแก้ไขปัญหานั้น หากไม่ทำ ปัญหาอาจพัฒนารุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นภัยคุกคามได้
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สมช.และหน่วยข่าวกรองจะต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประมาณสถานการณ์ภัยคุกคามได้อย่างถูกต้องแม่นยำที่สุด หรือผิดพลาดน้อยที่สุด รัฐบาลจะสามารถเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้ตามกำลังความสามารถ สิ่งใดที่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง สิ่งใดที่ต้องร่วมมือหรือดึงประเทศเพื่อนบ้านมาช่วย เมื่อรัฐบาลเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ได้ดี ความเสียหายที่จะตามมาก็น้อยลง เมื่อรัฐบาลรู้ตัวล่วงหน้าและแยกแยะระดับความรุนแรงของภัยคุกคาม สิ่งท้าทาย และความเสี่ยงต่างๆ ได้ รัฐบาลก็สามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เข้าไปแก้ไขและป้องกันภัยคุกคามให้ลดความรุนแรงลง และจัดการกับสิ่งท้าทาย ความเสี่ยงให้หมดไป
การแก้ไขภัยคุกคามนั้น อาจกระทำด้วยตนเอง หรือร่วมมือกับประเทศอื่นที่เผชิญภัยคุกคามเช่นกัน
วันนี้เล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบถึงกระบวนการในการจัดทำประเมินสถานการณ์ภัยคุกคามล่วงหน้าในปีถัดไป ซึ่งทำอย่างมีหลักคิด มีระบบ ไม่ใช่ทำอะไรชุ่ยๆ หรือเดาไปเอง โดยรัฐบาลสามารถนำไปใช้ในการป้องกัน ระงับยับยั้ง แก้ไขปัญหาให้หนักเป็นเบา ที่เบาอยู่แล้วก็ให้หายไปได้ โดยลงมือทำด้วยตัวเองหรือร่วมมือกับมิตรประเทศ และฉกฉวยโอกาสที่มีให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด







