posttoday
นิรโทษสอบภาษี ประโยชน์ไม่ถึงเอสเอ็มอี

นิรโทษสอบภาษี ประโยชน์ไม่ถึงเอสเอ็มอี

07 มกราคม 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

มาตรการนิรโทษกรรมผู้หนีภาษีเป็นเรื่องที่ทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลผลักดันตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานเมื่อกลางปี 2558 ที่ผ่านมา โดยหวังว่าจะเป็นการขยายฐานภาษีและการเก็บรายได้ของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น

การนิรโทษกรรมผู้หนีภาษีจึงกลายเป็นของขวัญปีใหม่อีกชิ้นที่รัฐบาลมอบให้กับนายทุนผู้ประกอบการ โดยรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด การยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595) พ.ศ. 2558 โดยเนื้อหาตามพระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกา มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือก่อนวันที่ 31 ธ.ค. 2558 ไม่เกิน 500 ล้านบาท และจดแจ้งการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ (บัญชีเล่มเดียว) ต่อกรมสรรพากร จะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีอากรย้อนหลัง โดยเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ วันที่ 15 ม.ค.-15 มี.ค. 2559

การนิรโทษกรรมผู้หนีภาษียังให้ไปถึงบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดอยู่ระหว่างถูกการตรวจสอบภาษีอากร เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีปลอม หลีกเลี่ยงภาษีอากร หรืออยู่ในระหว่างการดำเนินคดีก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2559 บริษัทยังคงสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ โดยกรมสรรพากรจะดำเนินการเฉพาะกรณีนั้นๆ ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ

นอกจากนี้ การนิรโทษกรรมหนีภาษียังให้โปรโมชั่นพิเศษกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งมีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2558 และได้มีการจดแจ้งต่อกรมสรรพากรในการใช้บัญชีเล่มเดียว จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 รอบระยะเวลาบัญชี คือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2559 ส่วนกำไรปี 2560 จะเสียภาษี 10% และปี 2561 ถึงเสียภาษี 20% ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะถูกเพิกถอนจากการยกเว้นการตรวจสอบภาษีอากรย้อนหลัง และให้ถือว่าบริษัทนั้นไม่เคยได้รับสิทธิใดๆ ตามพระราชกำหนดที่ออกมา และจะถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังทันที

ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 500 ล้านบาท คิดเป็น 98% ของนิติบุคคลที่อยู่ในระบบภาษี ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลเอสเอ็มอีมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท อยู่ 81% หรือประมาณ 3.4 แสนราย ส่วนนิติบุคคลที่ไม่ใช่เอสเอ็มอีแต่รายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นราย กรมสรรพากรคาดว่าจะมีนิติบุคคลมาเข้าร่วมโครงการไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังประมาณ 30%

จากรายละเอียดการนิรโทษกรรมหนีภาษีทั้งหมด กรมสรรพากรพยายามแก้ต่างว่า การออกกฎหมายนี้ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมภาษี แต่เป็นมาตรการที่ก้าวเดินไปด้วยกัน เพราะที่ผ่านมาทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรียกร้องเรื่องนี้มาก เนื่องจากมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่เริ่มดำเนินการธุรกิจด้วยการทำหลายบัญชีเสียภาษีไม่ครบถ้วน แต่เมื่อกิจการใหญ่ขึ้นก็อยากทำบัญชีให้ถูกต้องเสียภาษีให้ครบ แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวโดนตรวจภาษีย้อนหลัง ทำให้ต้องให้โอกาสใหม่กับผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณานิยามการนิรโทษกรรมของกรมสรรพากร ที่ระบุว่า การนิรโทษกรรมภาษีต้องให้ผู้ประกอบการเสียภาษียอมรับผิด และมาเสียภาษีให้ครบก่อน แต่จะไม่มีการเอาผิด แต่การดำเนินการครั้งนี้ผู้ประกอบการไม่ต้องยอมรับผิด ไม่ต้องเสียภาษีให้ครบ รวมทั้งไม่ถูกดำเนินคดีอีกด้วย หากว่ากันตามเนื้อหาข้อเท็จจริงแล้ว การดำเนินการครั้งนี้ถือว่าลดแลกแจกแถมให้ยิ่งกว่านิรโทษกรรมภาษีเสียอีก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การดำเนินการดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเปิดช่องทำให้คนที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง ได้มีโอกาสและช่องทางกลับตัวกลับใจมาเสียภาษีให้ถูกต้องอีกครั้ง

แต่การดำเนินการดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมายที่ว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นการขยายฐานภาษี และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ยังเป็นเรื่องที่อาจจะไปไม่ถึงตามที่วาดฝันไว้

ในประเด็นแรก มาตรการนี้เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีการระบุกันว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศมีอยู่ประมาณ 2.7-3 ล้านราย แต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจริงที่อยู่ในระบบภาษีจริงมีอยู่แค่ 3.4 แสนล้านรายนั้น แสดงว่าผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษีกว่า 2 ล้านราย ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้เลย

ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กรมสรรพากรคาดว่าจะมีผู้มาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพียง 30% ทำให้ประมาณได้ว่าเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบ 3.4 แสนราย จะมีมาลงทะเบียนเข้าโครงการ 1 แสนราย และได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ทำให้ต้องคิดต่อไปว่าเอสเอ็มอีอีก 2 แสนรายที่อยู่ในระบบ และไม่มาเข้าโครงการอยู่แล้ว เป็นผู้เสียภาษีที่ถูกต้องอยู่แล้ว หรือว่ายังคงเลือกที่จะทำหลายบัญชี และเลี่ยงภาษีเสี่ยงกับกรมสรรพากรตรวจสอบต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่บอกว่ามาตรการนี้จะขยายฐานภาษีเพิ่มขึ้น จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้ที่เข้าโครงการเป็นผู้เสียภาษีรายเดิมอยู่แล้ว และเป็นผู้เสียภาษีส่วนน้อยที่เข้าโครงการ ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบก็ยังไม่มีมาตรการที่จะดึงเข้ามาอยู่ในระบบภาษีเพิ่มขึ้น

สำหรับมาตรการนี้จะเพิ่มรายได้ของประเทศมากขึ้นก็เป็นเรื่องยาก เพราะไม่ได้ช่วยขยายฐานภาษี แต่ขณะเดียวกัน กรมสรรพากรประเมินว่าการดำเนินการมาตรการนี้จะสูญเสียรายได้จากภาษีไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท

มาตรการนี้จึงน่าจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ไม่ใช่เอสเอ็มอี เป็นผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท จำนวน 8 หมื่นราย ซึ่งรัฐบาลจับใส่ตะกร้าให้มาอยู่ในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมการหนีภาษี ทำให้ได้ส้มหล่นไปเต็มๆ และแม้ว่าในอนาคตกลุ่มนี้จะมีรายได้เกิน 500 ล้านบาท ก็ยังได้การคุ้มครองภายใต้กฎหมายนี้ต่อไป

ดังนั้น มาตรการนิรโทษกรรมการหนีภาษีครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการรายใหญ่ มากกว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายกลางและรายเล็ก โดยที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ถึงกว่า 2 ล้านราย ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากมาตรการนี้ แม้แต่โอกาสที่จะเข้าโครงการนี้ยังไม่มี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท