posttoday
สัญญาณสับสน

สัญญาณสับสน

07 มกราคม 2559

เมื่อประชานิยมกับประชารัฐมีเพียงเส้นบางๆ แบ่งแยกออกจากกัน จึงทำให้สัญญาณที่รัฐบาลส่งออกไป ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สร้างความสับสน เขย่าความเชื่อมั่นกับทิศทางของประเทศ ว่าจะยังเดินหน้าไปทางไหน ระหว่างใช้มาตรการเน้นให้เห็นผลระยะสั้นเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวต้องทรุดลงไป หรือใช้มาตรการยอมอดทนเพื่อหวังผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว ยอมให้เศรษฐกิจฟื้นช้า แต่ยั่งยืน

เมื่อประชานิยมกับประชารัฐมีเพียงเส้นบางๆ แบ่งแยกออกจากกัน จึงทำให้สัญญาณที่รัฐบาลส่งออกไป ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สร้างความสับสน เขย่าความเชื่อมั่นกับทิศทางของประเทศ ว่าจะยังเดินหน้าไปทางไหน ระหว่างใช้มาตรการเน้นให้เห็นผลระยะสั้นเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวต้องทรุดลงไป หรือใช้มาตรการยอมอดทนเพื่อหวังผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว ยอมให้เศรษฐกิจฟื้นช้า แต่ยั่งยืน

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศเลิกใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งตามที่ทั่วไปเข้าใจคือ การนำเงินงบประมาณอัดฉีดเข้าไปในระบบผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อประโยชน์หลักๆ คือรัฐบาลได้รับความนิยมจากคนกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เม็ดเงินงบประมาณนั้นเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจโต เกิดการใช้จ่าย เกิดการบริโภค เกิดการลงทุนของเอกชนผลิตสินค้าออกมาขาย เกิดการจ้างงาน ขับเคลื่อนให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างแรงเหวี่ยงต่อเนื่อง

ในการเลิกใช้ประชานิยม รัฐบาลประกาศว่าจะใช้นโยบายประชารัฐที่มาจากเนื้อเพลงส่วนหนึ่งของเพลงชาติไทย พร้อมขยายความประชารัฐ ว่าเป็นการร่วมมือกัน สร้างสรรค์ สร้างพลังในการทำความดีให้ประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อตนเอง หรือข้าราชการ แต่ทำเพื่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นประชานิยมเพราะประชานิยมเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความนิยมต่อภาครัฐ แต่รัฐบาลนี้เป็นความร่วมมือของรัฐบาลกับประชาชนในการแก้ไขปัญหา ไม่ต้องการให้เกิดบุญคุณกับใคร แต่ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน

หลังการส่งสัญญาณประชารัฐดังกล่าว ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คงจำกันได้ถึงมาตรการช็อปปิ้งหักภาษีได้ ซึ่งเป็นมาตรการที่ให้ประโยชน์กับกลุ่มผู้เสียภาษี เมื่อซื้อสินค้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต ตั้งแต่วันที่ 25-31 ธ.ค. 2558 สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท มากน้อยตามขั้นภาษีที่เสีย และผลจากการตอบรับคนออกไปใช้จ่ายจนร้านค้า ห้างสรรพสินค้าคึกคัก รัฐบาลก็ออกมาบอกว่า เตรียมจะใช้มาตรการช็อปปิ้งหักภาษีอีกในเทศกาลใหญ่ๆ

นอกจากนี้ ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งให้สำนักงบประมาณ เตรียมงบกลางเพื่อใช้สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องให้เกิดแรงเหวี่ยง หนุนเศรษฐกิจในประเทศให้หมุนต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ซึ่งช่วงนั้นรัฐบาลเชื่อว่า ผลการลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะเริ่มออกผลมาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

จริงอยู่ เมื่อสถานการณ์รวมเปลี่ยน โลกยังชะลอตัว รัฐบาลก็ควรปรับนโยบาย มาตรการต่างๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลทันเวลา แต่การส่งสัญญาณภายใต้ภาวะระแวงทางการเมืองจะไม่ประชานิยม ไม่อัดฉีดให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องเกิดประโยชน์กับภาพรวม แบบนี้อาจสร้างความสับสนเขย่าความเชื่อมั่น เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจึงไม่ควรให้การเมืองเข้ามาเป็นปัญหาในการกำหนดนโยบายหรือมาตรการต่างๆ เพื่อสัญญาณที่ส่งออกไปจะได้ไม่สับสน สิ่งไหนที่เห็นว่าดีจริงทำไปเลย รับรองประชาชนหนุนแน่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท