posttoday
อุบัติเหตุหายนภัยของชาติ

อุบัติเหตุหายนภัยของชาติ

07 มกราคม 2559

เป็นเรื่องที่น่าตระหนกอย่างยิ่งที่ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุของประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

โดย...พล.ต.ต.เกษียร วรศิริ

เป็นเรื่องที่น่าตระหนกอย่างยิ่งที่ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุของประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก (ตาย 44 คน/ประชากร 1 แสนคน) ใช้เวลาเพียง 2 ปี จากเคยเป็นอันดับ 6 ในปี 2556 (ตาย 38 คน/ประชากร 1 แสนคน)

จึงเกิดคำถามขึ้นว่า เราได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ตรงจุดหรือไม่

ตีไม่ถูกเป้า คลำไม่ถูกจุดกันหรือเปล่า มีการรณรงค์กันมาโดยตลอด แต่ปัญหาอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตผู้คน ทำไมยิ่งแก้ยิ่งเพิ่ม ถ้ายังคลำกันไม่ถูกจุดแบบนี้ ต้องเป็นแชมป์อันดับ 1 ในเร็ววัน

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ระบุว่า เมื่อประมาณ 120 ปีที่แล้ว นับเป็นวันที่มีอุบัติเหตุจราจรเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก

เหยื่ออุบัติเหตุจราจรรายแรกของโลกเป็นชาวอังกฤษ ชื่อ บริดเก็ต ดริสดอลล์ (Bridget Driscoll) อายุ 44 ปี ถูกรถชนขณะชมขบวนแห่รถในกรุงลอนดอน โดยรถที่วิ่งชนเธอใช้ความเร็วเพียง 6 กม./ชม.เท่านั้น นี่คือเหยื่ออุบัติเหตุจราจรรายแรกของโลกเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 1896 

องค์การอนามัยโลกออกรายงานประจำปีนี้ว่า มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร เฉลี่ย 3,242 คน/วัน รวมแล้วประชากรโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนสูงถึง 1.25 ล้านคน/ปี ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั่วโลกของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 18 คน/ประชากร 1 แสนคน

ทั้งนี้ ผลการศึกษาของดับเบิ้ลยูเอชโอแสดงให้เห็นถึงตัวเลขอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งไทยติดอันดับ 2 ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิต 44 คน/ประชากร 1 แสนคน ตามหลังอันดับ 1 คือประเทศนามิเบียที่ 45 คน ขณะที่ 10 อันดับแรกถนนอันตราย ยังประกอบไปด้วย อิหร่าน ซูดาน สวาซิแลนด์ เวเนซุเอลา คองโก มาลาวี สาธารณรัฐโดมินิกัน และอิรัก ขณะที่ประเทศที่ถือว่าปลอดภัยที่สุดในการขับรถคือมัลดีฟส์ มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ 2 คน/ประชากร 1 แสนคน

อุบัติเหตุไม่เพียงทำให้เสียชีวิต แต่ยังก่อให้เกิดความพิการและเป็นภาระอันหนักหน่วงของครอบครัวและสังคม

นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือแห่งองค์การอนามัยโลก ด้านการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ โรงพยาบาลขอนแก่น กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกมีข้อเสนอแนะ 3 แนวทาง เพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมายตามปฏิญญามอสโก ที่จะร่วมกันลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้ได้ครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50 ในปี 2563 ดังนี้

1.จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านอุบัติเหตุทางถนน ที่มีงบประมาณประจำปี มีแผนยุทธศาสตร์ครอบคลุมการทำงานตลอดทั้งปี และมีบุคลากรมืออาชีพที่เชี่ยวชาญ เพื่อผลักดันกฎหมายและสะท้อนข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.ปรับปรุงกฎหมายและเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเร็ว ควรกำหนดความเร็วในเขตเมืองไม่เกิน 50 กม./ชม.

3.เพิ่มมาตรฐานยานพาหนะและถนน ในระดับสากลรถยนต์ทุกคันต้องผ่านการทดสอบคุณภาพและสมรรถนะความแข็งแรง จากศูนย์ทดสอบที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อให้ผู้ใช้รถและผู้โดยสารมีความปลอดภัย

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก ย้ำว่า ประเทศไทยต้องทำงานขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวให้ครอบคลุม 365 วัน ไม่ใช่ทำเพียงช่วงเทศกาล 7 วันอันตรายเท่านั้น เพราะอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นทุกวินาที

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ข้อเสนอข้อ 2 ขององค์การอนามัยโลก เป็นข้อเสนอที่ดี และเหมาะสมที่จะต้องรีบดำเนินการ เพราะพิจารณาข้อมูลอุบัติเหตุจราจรของไทยแล้ว จะพบว่า ผลการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทย ระบุว่า อันดับแรก คือ การขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด อันดับสอง คือ ตัดหน้ากระชั้นชิด อันดับสาม คือ ตามกระชั้นชิด การแซงรถผิดกฎหมายและเมาสุรา เป็นอันดับต่อมา

จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนในปี 2556 เกิดขึ้น 71,778 คน เป็นสาเหตุจากคน 43,193 คน (60.18%) สาเหตุจากถนนและสภาพแวดล้อม 18,028 คน (25.12%) เป็นสาเหตุจากยานพาหนะ/อุปกรณ์ไม่สมบูรณ์ 10,557 คน (14.7%) สาเหตุจากคน มาจากการขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 7,470 คน เป็นอันดับแรก สาเหตุรองลงมา ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด 6,314 คน ขับรถตามกระชั้นชิด 4,618 คน ขับรถไม่ชำนาญ 3,043 คน เมาสุรา 2,645 คน

สาเหตุจากถนนและสภาพแวดล้อม เป็นสาเหตุจากถนนลื่น 3,482 คน เป็นสาเหตุจากถนนมืด 2,904 คน ถนนแคบ 2038 คน ถนนชำรุด 1,374 คน สาเหตุจากยานพาหนะ/อุปกรณ์ไม่สมบูรณ์ สาเหตุจากระบบห้ามล้อขัดข้อง 2,267 คน เป็นสาเหตุจากยางเสื่อมสภาพ 403 คน เป็นสาเหตุจากระบบบังคับเลี้ยวขัดข้อง 337 คน

จากสาเหตุของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากการที่ผู้ขับขี่ขับรถเร็วเกินกำหนดเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดถึงร้อยละ 10.4 สาเหตุสำคัญอีกสาเหตุ คือ ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด เกิดขึ้นร้อยละ 8.8 ขับรถตามกระชั้นชิดเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นร้อยละ 6.4

ทั้ง 3 สาเหตุหลักซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้อยู่ในรถเสียชีวิตได้นั้น รวมกันแล้วเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุถึงร้อยละ 25.6 (18,402 คน) ส่วนสาเหตุจากเมาสุรานั้น มีเกิดขึ้นร้อยละ 3.68 (2,645 คน)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองวิจัยและพัฒนา ได้เคยวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในทางหลวงเอาไว้ว่า จุดเกิดเหตุที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมาก จะเกิดขึ้นบนทางตรง ใกล้แหล่งชุมชน เวลาเกิดเหตุเป็นเวลาโพล้เพล้ (ใกล้ค่ำ) รถคู่กรณีคือรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และได้พิเคราะห์เบื้องต้นไว้ว่า ทางหลวงซึ่งมีชุมชนอยู่สองข้างทางเป็นระยะ เมื่อมีผู้ขับขี่รถยนต์มาด้วยความเร็วสูง เมื่อใกล้เวลาพลบค่ำผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในชุมชนดังกล่าวมองไม่เห็นรถยนต์ซึ่งยังไม่ได้เปิดไฟหน้า เมื่อเกิดการตัดหน้ากระชั้นชิด จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

ผลวิจัยการสืบสวนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุจราจรจากรถโดยสารสาธารณะ : กรณีศึกษาภาคใต้ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สรุปไว้ว่า อุบัติเหตุจราจรทางถนนที่เกิดจากรถโดยสารสาธารณะเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ความเร็วของยานพาหนะและความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงของอุบัติเหตุ เกิดจากโครงสร้างของตัวรถและเก้าอี้ผู้โดยสารไม่มีความแข็งแรงเพียงพอ ไม่มีเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสาร และการไม่ให้ความสาคัญกับการใช้เข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสาร นอกจากนี้ต้นไม้ข้างทางยังเป็นปัจจัยด้านถนนปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น

หากจะลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุในเมืองไทยให้บังเกิดผล จึงควรต้องบูรณาการทุกภาคส่วน ร่วมมือกันแก้ไขต้นเหตุของปัญหา ซึ่งได้มีการแบ่งกลุ่มใหญ่ไว้ 3 กลุ่ม คือ คน รถ และถนน

ปัญหาของคนซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการขับขี่นั้น นอกเหนือจากบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดแล้ว ยังต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้ถึงสาเหตุการเกิดอุบัติภัยอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อลดอุบัติเหตุให้ตรงจุด กรณีขับรถเร็วเมื่อใกล้แหล่งชุมชน ควรออกข้อบังคับของท้องถิ่นจำกัดความเร็วของรถ และติดป้ายเตือนผู้ขับขี่ให้ทราบอย่างชัดเจนว่าจะต้องใช้ความเร็วเท่าไร

ปัญหาของรถ ซึ่งสาเหตุหลักจากระบบห้ามล้อขัดข้อง ควรให้กรมการขนส่งควบคุมคุณภาพการตรวจสอบสภาพรถยนต์โดยเน้นหนักที่รถโดยสารสาธารณะ

ปัญหาของถนน ซึ่งเกิดจากถนนลื่น ถนนมืด ถนนแคบ รวมทั้งต้นไม้ใหญ่ข้างถนน ควรได้รับการแก้ไขโดยหลักของวิศวกรรมจราจร

บทความนี้มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงหายนภัย ที่เป็นผลมาจากการเกิดอุบัติเหตุเป็นอันดับ 2 ของโลกที่จะส่งผลให้รายได้ของชาติจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากเป้าหมาย การรณรงค์เมาไม่ขับ การห้ามขายเครื่องดื่มมึนเมาในปั๊มน้ำมัน การห้ามดื่มเครื่องดื่มมึนเมาในยานพาหนะ ล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับเทศกาลปีใหม่ และเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง แต่การจะร่วมมือกันทำตลอด 365 วันนั้น ยังมีเรื่องต้องทำกันอีกมาก เพื่อลดปริมาณการเกิดอุบัติเหตุให้เข้าสู่มาตรฐานสากลให้จงได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท