
มาลาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
อีก 2 วัน จะถึงวันเด็กแห่งชาติ เป็นโอกาสดีที่จะพูดเรื่องเด็กๆ แต่เด็กที่ผมจะพูดถึงคนนี้ไม่ใช่เด็กไทย เธอเป็นชาวปากีสถาน และในวันนี้เธอก็ไม่ใช่เด็กเล็ก แต่อายุ 18 ปีเต็มแล้ว
เธอชื่อ มาลาลา หลายคนคงเคยได้ยิน เพราะเธอได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพในปี 2014 นับเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
วันนี้ในวัย 18 ปี มาลาลาอาจจะโตเกินกว่าที่จะทำกิจกรรมวันเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เธอทำตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ใช่กิจกรรมที่วัยรุ่นทั่วไปทำกัน เธอผ่านชีวิตมามากกว่าคนส่วนใหญ่ที่อายุมากกว่าเธอหลายเท่า รวมทั้งผ่านความเป็นความตายมาแล้วด้วย
มาลาลาเกิดและเติบโตในพื้นที่ห่างไกลเมืองใหญ่ในปากีสถาน หลายปีก่อนกลุ่มตาลีบันแผ่อิทธิพลเข้าไปถึง และอ้างหลักศาสนาอิสลามในการประกาศกฎระเบียบให้ผู้คนปฏิบัติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับกฎหมายของบ้านเมือง เช่น ห้ามดูโทรทัศน์ ห้ามฟังดนตรี ห้ามเด็กผู้หญิงไปโรงเรียน และห้ามผู้หญิงไปช็อปปิ้ง ใครฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษรุนแรง มีการตัดหัวตำรวจท้องที่เสียบประจานไว้กลางเมือง
ขณะนั้นมาลาลาอายุเพียง 11 ขวบ หลายครอบครัวให้ลูกสาวหยุดเรียน แต่พ่อของมาลาลาเป็นมุสลิมหัวก้าวหน้า เป็นกวี และเป็นเจ้าของโรงเรียน นอกจากเขาจะให้มาลาลาไปโรงเรียนตามปกติแล้ว เขายังพาเธอไปพูดเรียกร้องสิทธิของเด็กและผู้หญิงที่จะได้รับการศึกษา ต่อมามีสำนักข่าวต่างประเทศติดต่อขอให้เด็กผู้หญิงเขียนข่าวเกี่ยวกับความเป็นอยู่ภายใต้อิทธิพลของตาลีบัน โดยเป็นการเขียนแบบไม่เปิดเผยชื่อจริง มีเด็กโตกว่ามาลาลาอาสา แต่ต่อมาเปลี่ยนใจเพราะไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย พ่อจึงให้มาลาลาทำหน้าที่แทน
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งพ่อและลูกสาวถูกข่มขู่เอาชีวิต ผ่านทั้งรายการวิทยุ หนังสือพิมพ์ เฟซบุ๊ก และข้อความบนแผ่นกระดาษที่สอดใต้ประตูบ้านเข้ามา แต่ทั้งคู่ก็ไม่ย่อท้อ ยังเดินหน้าทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องต่อไป
มาลาลาเริ่มเป็นที่รู้จัก ทั้งภายในปากีสถานเอง และในชาติตะวันตก เธอเบนเข็มชีวิต จากเดิมอยากโตขึ้นเป็นหมอ มาเป็นนักการเมือง เธอใฝ่ฝันว่าสักวันจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีปากีสถาน
ในช่วงกลางปี 2012 เมื่อการข่มขู่ไม่ได้ผล กลุ่มตาลีบันก็ประชุมกันและลงมติให้ฆ่ามาลาลาเสีย ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมีมติให้ประหารชีวิตเด็ก แต่ตาลีบันอ้างว่ามาลาลาเป็นเด็กนอกรีต พูดจาให้ร้ายศาสนาอิสลาม
ในวันที่ 9 ต.ค.ปีเดียวกัน นักรบตาลีบันกลุ่มหนึ่งบุกขึ้นไปบนรถโรงเรียนที่มาลาลานั่งอยู่ และยิงเธอที่ศีรษะ เธอถูกนำส่งโรงพยาบาล และได้รับการผ่าตัดใหญ่หลายครั้ง เนื้อสมองบางส่วนถูกทำลาย สมองส่วนอื่นบวม จนต้องตัดกะโหลกออกบ้างเพื่อให้บวมต่อได้ เธออยู่ในโคม่ากว่าหนึ่งสัปดาห์ เมื่อฟื้นและพอเดินทางได้ก็ถูกส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญในการรักษาทหารที่บาดเจ็บจากสงคราม เธอรอดตายโดยไม่พิกลพิการราวปาฏิหาริย์
มาลาลาเข้าออกห้องผ่าตัดและอยู่ในโรงพยาบาลหลายเดือน แต่หลังจากออกมา แทนที่จะลดลาวาศอก เธอกลับมุ่งมั่นยิ่งขึ้น เธอบอกว่าเมื่อผ่านความตายมาได้แล้ว ความกลัวก็ลดลง ในขณะเดียวกันกลุ่มตาลีบันก็ยังยืนยันเจตนาเดิมที่จะสังหารเธอให้ได้ต่อไป
การถูกยิงและต้องต่อสู้กับความตายทำให้เธอเป็นที่รู้จักและได้รับความเห็นอกเห็นใจจากทั่วโลก และทำให้สิ่งที่เธอเรียกร้องมีพลังมากขึ้น ในเวลาต่อมาปากีสถานได้ผ่านกฎหมายสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะได้รับการศึกษา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีกฎหมายประเภทนี้ในประเทศ ในอังกฤษอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งออกมารณรงค์ว่าก่อนสิ้นปี 2015 โลกนี้จะต้องไม่มีเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียน โดยเป้าหมายอยู่ที่เด็ก 61 ล้านคนทั่วโลก ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ
ในเดือน ก.ค. 2013 เธอได้รับเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ในสหประชาชาติ เธอต้องหยุดให้ผู้ฟังยืนขึ้นปรบมือให้หลายครั้ง วันนั้นมีเด็กหลายร้อยคนรวมตัวกันเดินทางมาฟังเธอพูดด้วย และวันนั้นได้รับการขนานนามในภายหลังว่า วันของมาลาลา
นอกจากโนเบลสันติภาพ มาลาลายังได้รับรางวัลอื่นๆ ทั้งภายในปากีสถานและในต่างประเทศ อีกหลายสิบรางวัล จนอาจกล่าวได้ว่านับไม่ถ้วน นิตยสารไทม์ยกย่องให้เธอเป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก 3 ปีติดต่อกัน คือ 2013-2015 มาลาลามอบเงินรางวัลส่วนหนึ่งให้มูลนิธิมาลาลา เพื่อใช้ในการสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กในหลายประเทศ เช่น ปากีสถาน เลบานอน และฉนวนกาซา
เธอเขียนอัตชีวประวัติร่วมกับนักเขียนหญิงชาวอังกฤษผู้หนึ่ง หนังสือของเธอได้รับการตอบรับดีในประเทศตะวันตก แต่ในปากีสถานเองกลับมีบางคนวิจารณ์ว่า เธอได้กลายเป็นเครื่องมือของชาติตะวันตกในการประจานส่วนที่ไม่ดีของปากีสถานและของศาสนาอิสลาม
การที่มาลาลาถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำ นอกจากความเป็นเด็ก อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหลังจากออกจากโรงพยาบาล เธอพำนักและไปโรงเรียนในอังกฤษ เธอได้รับการสนับสนุนเรื่องทีมงานและคนช่วยเขียนสุนทรพจน์ รวมทั้งการช่วยจัดตั้งมูลนิธิมาลาลา และการระดมทุนเข้ามูลนิธิ ส่วนใหญ่เพื่อนำไปสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กและผู้หญิง
แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่ามาลาลามีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง สังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ทางทีวีของเธอ เธอตอบทุกข้อซักถามของผู้สื่อข่าวอย่างฉาดฉาน ดีกว่าผู้ใหญ่ในตำแหน่งสูงๆ บางคนในบ้านเราเสียอีก ที่เป็นแต่อ่านสคริปต์ แถมอ่านผิดๆ ถูกๆ
สำหรับผม มาลาลามีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ ที่ทำให้เธอได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
หนึ่ง เธอมีจุดยืนที่แน่วแน่ คือ เรื่องสิทธิที่จะได้รับการศึกษาของเด็กและสตรี
สอง เธอกล้าพูดในสิ่งที่เธอคิด แม้ว่าบรรยากาศรอบข้างจะไม่เป็นใจ และแม้ว่าจะทำให้ชีวิตของเธอและครอบครัวตกอยู่ในอันตราย
สาม เธอมีความเป็นนักพูดสูง
และสี่ เธอพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว
ที่ผมอยากชี้ประเด็นให้ทุกคนเห็นมากที่สุด คือ เรื่องภาษาอังกฤษ มาลาลาจะเดินทางมายาวไกลจนถึงจุดที่เธอยืนอยู่ในวันนี้ไม่ได้เลย หากเธอไม่เข้าใจและไม่พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษากลางที่ใช้สื่อกับคนทั้งโลก
วันเด็กแห่งชาติปีนี้ ผมอยากเห็นเด็กไทยทุกคนหมั่นเพียร เรียนรู้ภาษาอังกฤษ







