
เด้งบอร์ดสสส.ชงเองกินเอง
“บิ๊กตู่” แจงปลดบอร์ด สสส. เปิดทางสอบการใช้เงินกองทุน ย้ำไม่ได้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก
“บิ๊กตู่” แจงปลดบอร์ด สสส. เปิดทางสอบการใช้เงินกองทุน ย้ำไม่ได้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า คำสั่งมาตรา 44 ปลดคณะกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) เป็นไปเพื่อไม่ให้ขัดขวางการตรวจสอบการใช้เงินของกองทุน แต่ยังไม่มีการตัดสินว่าใครผิดใครถูก และอย่าเพิ่งไปให้ร้ายใคร
“ผมต้องการให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนด้วยเท่านั้นเอง ผมไม่ได้ว่าผิดหรือถูก ก็ต้องตรวจสอบกันต่อไป เพียงแต่ว่าถ้ายังอยู่ตรงนั้นมันตรวจสอบไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวว่า การปลดบอร์ด สสส.ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเหล้าและบุหรี่แน่นอน แต่หลักใหญ่คือการอนุมัติงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหลักฐานค่อนข้างชัดเจน
“หากไม่เข้าใจก็ขอให้ผู้ที่ถูกปลดเข้ามาพบได้เพื่อจะให้ดูข้อมูล” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปลดบอร์ด สสส.ไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่พบพฤติกรรมประพฤติมิชอบ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน เช่น ไปเป็นผู้ขอทุนและผู้อนุมัติเสียเอง ซึ่งเงินที่นำไปใช้นั้นเป็นการใช้เพื่อส่วนรวม แต่ในแง่ธรรมาภิบาลมันมีปัญหา
นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตรองประธานบอร์ด สสส. หนึ่งในผู้ถูกปลด กล่าวว่า ที่ผ่านมามีกระแสข่าวการปลดบอร์ด สสส.มาก่อนแล้ว ซึ่งก็มีการชี้แจงและแก้ไขประเด็นต่างๆ ตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ต้องการแล้ว จึงไม่ทราบว่าทำไมต้องปลด
นพ.วิชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ถูกปลดเชื่อว่าบอร์ดทั้ง 7 คน เคยได้รับเงินจากกองทุน สสส.ในนามของมูลนิธิ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด บุคคลเหล่านี้มีมูลนิธิมาก่อนมานั่งเป็นบอร์ด สสส. ถือว่าไม่ผิดระเบียบและกฎหมายของ สสส.
นพ.วิชัย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่ามีขบวนการล้มล้าง สสส. เพราะชนวนเหตุเกิดขึ้นตั้งแต่การร่าง พ.ร.บ.เหล้าและบุหรี่ ที่มีต่างชาติอยู่เบื้องหลัง และมองว่ากองทุน สสส.เป็นศัตรูที่จะขัดผลประโยชน์ จึงต้องดูว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะเอนเอียงไปในทิศทางใดระหว่างประชาชนกับบริษัทเหล้าและบุหรี่
อนึ่ง เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา มีคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างตรวจสอบให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 59 ราย ในจำนวนนี้เป็นบอร์ด สสส. 7 ราย







