
หัวใจคือการลงทุนภาครัฐ
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยปี 2559 มองไปข้างหน้า โอกาสและความท้าทาย” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ในปีนี้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มกลับมาเป็นบวกที่ประมาณ 1% จากปีที่ผ่านมาที่ติดลบต่อเนื่อง โดยมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นแน่นอน จากความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นและการใช้จ่ายเริ่มฟื้น
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยปี 2559 มองไปข้างหน้า โอกาสและความท้าทาย” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ในปีนี้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มกลับมาเป็นบวกที่ประมาณ 1% จากปีที่ผ่านมาที่ติดลบต่อเนื่อง โดยมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นแน่นอน จากความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นและการใช้จ่ายเริ่มฟื้น
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 3-4% จากปี 2558 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.9% ขณะที่การใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 2.6% จากปี 2558 ที่ขยายตัว 2%
“ที่ผ่านมาความมั่นใจของผู้บริโภค เกษตรกรรายได้โดนกระทบ ประชาชนโดยทั่วไปแม้รายได้ยังเพิ่มสูงขึ้น มีเงินเหลือ แต่ยังกลัว ในปีที่ผ่านมายังไม่มั่นใจจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเงินเฟ้อติดลบ ราคาสินค้าทั่วไปจะลดลงอีก แต่ในปีนี้น่าจะเปลี่ยนไป เงินเฟ้อคาดจะกลับมาบวก 1% เพราะปลายปีที่แล้วความมั่นใจก็เริ่มเพิ่มขึ้น ความมั่นใจในการใช้จ่ายก็จะเริ่มดีขึ้น” ปรเมธี กล่าว
สำหรับหัวใจของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ การลงทุนของภาครัฐที่จะชักนำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นของภาคเอกชน รวมถึงการท่องเที่ยว ซึ่งปีที่แล้วมีจำนวนนักท่องเที่ยว 29.88 ล้านคน ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 30 ล้านคน รวมทั้งมาตรการซื้อสินค้าลดภาษีในช่วงปลายปี ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น และกำลังซื้อในกลุ่มรถยนต์ช่วงปลายปีก่อนการปรับภาษีใหม่ ขณะที่มาตรการดึงเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษีจะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น
ด้านปัจจัยเสี่ยงปีนี้ยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ 3.6% ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้ 2.7% และเศรษฐกิจจีนเติบโต 6.7% ซึ่งหากสถานการณ์จริงไม่เป็นไปตามที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ไว้ ก็จะถือว่าเศรษฐกิจโลกปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยที่เดือน พ.ย. 2558 ติดลบ 6%
ขณะที่ปี 2559 เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง โดยคาดว่าจะขยายตัว 6.7% จากปีที่แล้วขยายตัว 6.9% แต่โดยรวมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงอีกประการ คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งแนวโน้มราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้จะส่งผลดีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งปัญหาภัยแล้งและสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนจะมีผลต่อราคาสินค้าเกษตรในปีนี้







