
นับถอยหลังคดีข้าว ปูเดินสายโหมมวลชน
ชะตากรรมของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนไปตกอยู่ในภวังค์วูบวาบอยู่พอควร
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ชะตากรรมของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนไปตกอยู่ในภวังค์วูบวาบอยู่พอควร นับตั้งแต่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฐานเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี
ตามด้วยถูกอัยการสูงสุดสั่งฟ้องดำเนินคดีอาญา ตกเป็นจำเลยในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีปล่อยโกงรับจำนำข้าวเสียหาย 5 แสนล้านบาท หนักกว่านั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมเอาผิด ใช้อำนาจทางปกครองสั่งให้ชดใช้ความเสียหายทางแพ่งในกรณีรับจำนำข้าวอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งนับถอยหลังจากนี้ไม่เกินสิ้นปีวอก ได้รู้แน่ว่า
วันพิพากษาศาลฎีกาคดีปล่อยทุจริตโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหาย 5 แสนล้านบาท จะออกหัวออกก้อยอย่างไร
ไล่ดูไทม์ไลน์ที่งวดเข้ามาของคดีอาญาเกี่ยวกับจำนำข้าวในส่วนของพยานโจทก์ ที่จะเริ่มมีการไต่สวนพยาน วันที่ 15 ม.ค. 2559 นี้ ตามด้วยวันที่ 17 กับ 26 ก.พ. 2559 และวันที่ 4 กับ 23 มี.ค. 2559 ซึ่งจำเลย คือ ยิ่งลักษณ์ ศาลอนุญาตให้นำพยานเข้าไต่สวนได้ 42 ปาก ให้เวลาไต่สวน 16 นัด เริ่มวันที่ 1 เม.ย. จบนัดสุดท้ายวันที่ 18 พ.ย. 2559
ดังนั้น เมื่อคดีรับจำนำข้าวเริ่มดุเดือด เค้ารางคดีเริ่มไม่สู้ดีนัก แน่นอนว่างานถนัดและสิ่งที่สามารถทำได้นอกจากเตรียมพยาน เอกสารในการต่อสู้คดี คือจัดอีเวนต์ลงพื้นที่ในประเทศ เพื่อให้ยิ่งลักษณ์รุกเข้าหามวลชนให้มากที่สุด
ปฏิกิริยายิ่งลักษณ์ที่ไม่หยุดเดินสายลงพื้นที่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่พยายามหันหน้าเข้าวัด หลังพิงมวลชน เดินสายลงพื้นที่ทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน แม้จะรู้ดีว่ามันทำไม่ได้หรือไม่เหมาะที่จะทำ ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในช่วงไม่ปกติ และรู้อยู่แล้วว่าการเดินทางไปไหนมาไหนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ คอยเฝ้าติดตามอยู่ตลอด และจะถูกสกัดระงับยับยั้ง แต่ยิ่งลักษณ์ก็ต้องทำ นั่นอาจจะเพราะด้วยเหตุผลทั้งการรักษาพื้นที่ฐานคะแนนเสียง การรักษาอำนาจบารมี ขณะที่ตนเองต้องเจอกับมรสุมคดีหนักหน่วง
ย้อนรอยการพยายามเดินทางของยิ่งลักษณ์ที่ผ่านมา ได้พยายามยื่นเรื่องขอไปต่างประเทศ 2 ครั้ง ในรอบ 2 เดือน ครั้งแรกปลายเดือน พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ได้ยื่นคำร้องขอออกนอกประเทศ โดยอ้างว่าได้รับเชิญจากรัฐสภายุโรปให้ไปแลกเปลี่ยนความเห็นสถานการณ์ในประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม หรือเมืองสตราสบูร์ก ฝรั่งเศส แต่ศาลไม่อนุญาต เพราะไม่มีเหตุอันควร และครั้งที่ 2 ผ่านไปยังไม่ถึงเดือน ได้ยื่นคำร้องขอไปญี่ปุ่นแทน โดยให้เหตุผลว่าจะพาลูกไปเที่ยว ศาลก็ไม่อนุญาตอีก
ดังนั้น เมื่อไปต่างประเทศไม่ได้ ก็ไม่ใช่ปัญหาจึงเปลี่ยนแผน โดยล่าสุดยิ่งลักษณ์รวมไปถึงอดีตรัฐมนตรีและอดีต สส.ในสังกัดพรรคเพื่อไทย ที่ไปพบปะประชาชนและร่วมทำบุญในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมาพร้อมกับแจกปฏิทินที่มีภาพของ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำเอาผู้ใหญ่ใน คสช.รำคาญใจไปตามๆ กัน ถึงขั้นต้องสั่งห้ามแจกปฏิทินดังกล่าว และเรียกแกนนำเสื้อแดงขอนแก่นเข้าปรับทัศนคติเป็นการด่วน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมไปต่างๆ นานา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกต่อการลงพื้นที่ของยิ่งลักษณ์ ที่ทำเอา คสช.ต้องส่งเจ้าหน้าที่เกาะติด นับตั้งแต่ถูกยึดอำนาจ และถูกสั่งห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ความพยายามเดินสายนั้นได้เริ่มตั้งแต่คดีรับจำนำข้าวได้เริ่มต้นขึ้น หากจำกันได้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 2558 ยิ่งลักษณ์กลับไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษร่วมกับญาติๆ ที่วัดโรงธรรมสามัคคี ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่ทหารตามประกบ ตรวจค้นรถ จนเป็นข่าวใหญ่โต คสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่อยู่มากโขต่อเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป จากนั้นมายิ่งลักษณ์ก็ย่ามใจและไม่ได้ยี่หระต่อการเดินทางไปไหนมาไหนในประเทศต่อไป
จนกระทั่งช่วงวันคล้ายวันเกิด 22 มิ.ย. 2558 ที่ยิ่งลักษณ์ได้จัดงานทำบุญพบปะคนสนิทที่ย่านมีนบุรี และจากนั้นเป็นต้นมาการเดินทางลงพื้นที่ของยิ่งลักษณ์ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีพื้นที่สื่อลงอย่างแพร่หลาย ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ใน คสช.ไม่ค่อยพอใจนัก
แต่การลงพื้นที่ก็มีอยู่หลายครั้งที่ทำให้ยิ่งลักษณ์รู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดอยู่มาก เปรียบเหมือนคนที่อยู่ในเกมการแข่งขันความอึดและความอดทน ใครอดทนได้เป็นผู้ชนะ (ในเกม) เช่น เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2558 ที่ยิ่งลักษณ์เดินทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดโพธิ์ชัย และตลาดริมโขง จ.หนองคาย ปรากฏว่าทหาร-ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจำนวนมากคอยตามติดไม่ห่าง แม้แต่เข้าไปซื้อผ้าไหม เจ้าหน้าที่ก็ตามประกบ และเข้าไปสอบถามรายละเอียดกับแม่ค้าขายผ้าไหม เพื่อเก็บเป็นข้อมูลด้วย หรือจะไปรับประทานอาหารก็มีเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าที่ร้าน เดินไปเข้าห้องน้ำก็ยังถูกบันทึกภาพ และมีการจัดกำลังลาดตระเวนในแม่น้ำโขง
ความเคลื่อนไหวระหว่างยิ่งลักษณ์ และ คสช.ค่อนข้างสู้กันแบบหมัดต่อหมัด และดุเดือดตามสถานการณ์ จนกระทั่งต้นปีต่างคาดการณ์กันไปว่า คดีรับจำนำข้าวจะกลายเป็นคดีใหญ่คดีหนึ่งที่ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อาจจะกลับมารุนแรงขึ้น และเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้
ดังนั้น เป็นโจทย์ที่ คสช.จะต้องเตรียมรับคมนี้ไว้ให้ดี อย่าให้ประวัติศาสตร์อุบัติเหตุการเมืองซ้ำรอย หากทหารคิดจะสู้ในเกมการเมืองก็ต้องรู้จักผ่อนเชือกให้คลายบ้าง เพราะถ้าตึงมากไป เชือกจะขาดประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย







