posttoday
มองโลกแง่ดีในปีใหม่ 2559

มองโลกแง่ดีในปีใหม่ 2559

06 มกราคม 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ 

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ 

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ 2559 กับท่านผู้อ่านทุกท่าน ถึงแม้ว่ากว่าบทความนี้จะได้ลงคงผ่านวันที่ 1 ม.ค. 2559 มาหลายวันแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนปลายปี 2558 ที่ผ่านมานี้ คนจำนวนมากจะกระปรี้กระเปร่าขึ้น หรือเมื่อไปตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็ดูจะมีคนคึกคักกันมากผิดปกติ ซึ่งผู้เขียนหวังว่าการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี 2558 ดังกล่าวมานี้จะเป็นสัญญาณที่ดี และมีพลังส่งต่อไปในปี 2559 ที่มาถึงนี้

ไม่ใช่การใช้จ่ายเพียง 5 วัน 7 วัน จะมีพลังมากมายอะไร หากแต่เป็นช่วงจังหวะที่ดี ปลุกให้คนจำนวนหนึ่งที่ถือเงินไว้เฉยๆ เพราะไม่มั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจและการเมือง กลับลุกขึ้นมาใช้จ่าย

มีคนพูดกันว่า รองนายกฯ สมคิด สะบัดฝ่ามือเดียวการบริโภคแค่ 7 วัน ก็พุ่งกระฉูด

ผู้เขียนคิดว่าเป็นนโยบายที่ออกมาในจังหวะที่พอเหมาะ เพราะปลายปีผู้คนจำเป็นต้องใช้จ่ายอยู่แล้ว เมื่อมีนโยบายนี้ออกมาคนก็เลยใช้จ่ายกันมากขึ้น หรือคนที่ไม่คิดจะใช้จ่ายก็เปลี่ยนใจมาใช้จ่าย โดยเฉพาะการกำหนดขอบเขตไว้เพียง 7 วัน แล้วประกาศออกมาทันที โดยไม่ให้มีการระแคะระคายมาก่อน การบริโภคที่อั้นไว้มานานจึงระเบิดขึ้น

ถ้าดูตัวเลขของกระทรวงการคลังที่ประมาณการไว้ น่าจะถึง 2.25 ล้านล้านบาท นับว่าไม่เลวสำหรับการบริโภคของคนระดับกลางของพีระมิดค่อนไปทางส่วนบนของพีระมิด ยิ่งถ้าเจอกับตัวทวีคูณ ประเภทเงินจะหมุนไปหมุนไป ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทราบดีแล้ว ปริมาณเงินก็จะสูงขึ้นอีกมาก ซึ่งคงไม่ต้องช่วยโฆษณาให้รัฐบาลว่าเป็นเท่าใด ขณะที่กระทรวงการคลังคาดว่าเงินที่ต้องคืนภาษีจะมีเพียง 5,000 ล้านบาท

ผู้เขียนคงไม่ต้องพูดว่าคนกลุ่มไหนได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ เพราะกองทุนหมู่บ้านก็ลงไปแล้ว แต่ดูเหมือนการบริโภคจะไม่กระเตื้องเท่าไร มาตรการนี้จึงเป็นการกระตุ้นการบริโภคที่ได้ผลชัดเจนและเป็นข้อพิสูจน์ให้กรมสรรพากรเห็นว่า “จะได้มากกว่าเสีย” และเป็นบทเรียนให้หันไปพิจารณาการลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดาลง

เพราะการเก็บภาษีที่สูงนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประเทศมีรายได้มากเสมอไป แต่การลดภาษีรูปแบบต่างๆ ลงต่างหาก ที่จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญต้องเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่าลูบหน้าปะจมูกเหมือนสมัยที่ผ่านๆ มา

ผู้เขียนจึงหวังว่า มาตรการปลายปี 2558 ที่เพิ่งผ่านมาจะเป็นแรงสวิงเล็กๆ ที่ไปสนับสนุนมาตรการใหญ่ๆ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มจะดีขึ้นในปี 2559 มาตรการใหญ่ๆ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทเมกะโปรเจกต์ 1.79 ล้านล้านบาท ทั้งรถไฟ ถนน ท่าเทียบเรือ และการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 มาต่อปี 2559 น่าจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น บวกกับการอัดฉีดเงินลงไปของรัฐบาลที่ใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลทั้งปี 2558 และต่อเนื่องมาปี 2559 กับมาตรการช่วยเหลือจูงใจอุตสาหกรรม 6 คลัสเตอร์ และอุตสาหกรรม 2 เป้าหมาย เหล่านี้น่าจะเป็นแรงผลักที่ดีในปี 2559 ทั้งการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาล

แน่นอนว่า อานิสงส์ที่ตกแก่ภาคส่วนเศรษฐกิจและประชาชนในประเทศจะไม่เท่ากัน เช่น นโยบายภาษี 5 วัน ที่เพิ่งผ่านมานี้ อานิสงส์จะตกแก่ภาคการค้าปลีกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็อย่าอิจฉาเขาเลย ในเมื่อเขาได้กระเสือกกระสนช่วยตนเอง ฮึดสู้ มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และเชื่อว่าปี 2559 นี้ มาตรการอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้อานิสงส์ตกแก่ภาคส่วนเศรษฐกิจอื่นๆ รวมทั้งประชาชนฐานรากต่อไปด้วย

เหลือก็แต่ภาคการส่งออกว่าจะฟื้นหรือไม่ หากเศรษฐกิจสหรัฐเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โอกาสการฟื้นตัวก็มีมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนอาจชะลอตัวลงก็ตาม เพราะอาจจะถูกชดเชยด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงด้วย นอกจากนี้หากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกพอจะมีเสถียรภาพอยู่บ้าง โอกาสที่การส่งออกของไทยจะฟื้นตัวก็คงจะมี แต่จะเป็นที่ 0.5-3.5% หรือ 5% ก็คงต้องมาพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกันอีกครั้งในกลางๆ ปี 2559 เนื่องจากยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอน หรือพูดง่ายๆ ว่ายังมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร

เอาเป็นว่าตอนนี้ขอมองโลกให้สดใสไว้ก่อนรับกับความสุขต้นปี 2559 กับความตื่นเต้นในการจับจ่ายใช้สอยในปี 2558 รวมถึงความที่ประเทศไทยได้พบกับความสงบสุขทางการเมืองพอสมควร หลังจากที่มีแต่ความวุ่นวายมานาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท