
ปัจจัยเสี่ยงรุมเศรษฐกิจ วัดฝีมือรัฐบาลแก้ปัญหา
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
เปิดศักราชวันแรกของปีใหม่ วันที่ 5 ม.ค. 2559 ตลาดหุ้นไทยก็เจอถล่มหนักจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบจากตลาดหุ้นจีนที่ร่วงตั้งแต่เปิดตลาด จนทางการจีนต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือมาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว เมื่อดัชนีหุ้นรูดกว่า 7% ซึ่งเป็นผลจากการที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่าย หรือ PMI ของจีนออกมาย่ำแย่
สภาพดังกล่าวทำให้มีข่าวว่าธนาคารกลางจีนวางแผนอัดเม็ดเงินมูลค่า 1.30 แสนล้านหยวน หรือ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เข้าสู่ระบบการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ลดความผันผวนของตลาด
ขณะเดียวกัน ทางการจีนได้ประกาศลดค่าเงินหยวนให้อ่อนลงมาอยู่ที่ 6.5 หยวน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีครึ่ง และมีการคาดการณ์กันว่าตลอดปีนี้ทั้งปี จีนจะใช้มาตรการอัตราแลกเปลี่ยน หรือกดให้เงินหยวนอ่อนค่า มาดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคส่งออกที่ถูกกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา
ปัญหาจากจีน โดยเฉพาะตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนในเดือน ธ.ค.ที่ลดลงสู่ระดับ 48.2 จาก 48.6 ในเดือน พ.ย. แสดงให้เห็นถึงภาวะหดตัวของเศรษฐกิจจีน และสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเจอศึกหนักมากกว่าปีที่ผ่านมา ในฐานะที่จีนเป็นคู่ค้าหลักของไทย และของกลุ่มประเทศอาเซียน
สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของปีลิงคึกคักนี้ ทำให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไปตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลัง เมื่อวาน (4 ม.ค.) ต้องสั่งการให้กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการรับมือ เนื่องจากปัญหาจากต่างประเทศจะรุนแรงกว่าที่คาดไว้
นอกจากปัญหาเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและซบเซาลงแล้ว ไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะผันผวนขึ้น จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความชัดเจนเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น หลังจากที่ขยับไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 ด้วยอัตรา 0.25% และคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อีก 3-4 ครั้ง ในอัตราครั้งละ 0.25% หรือรวมแล้ว 1%
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ประกอบกับการที่จีนจะหันมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการกดค่าเงินหยวนให้อ่อนลง เพื่อดูแลการส่งออก จะทำให้ตลาดเงินโลกคาดการณ์ได้ยากขึ้น มีผลต่อต้นทุนและการกำหนดราคาสินค้าส่งออกของไทย รวมทั้งการคำนวณต้นทุนจากวัตถุดิบที่จะนำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก หรือใช้สอยในประเทศ
ยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดย บีพี บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษ ประเมินว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรกปีนี้ และหลังจากนั้น แม้จะปรับตัวสูงขึ้นสู่สมดุล แต่ราคาน้ำมันก็จะยังต่ำไปอีกนาน อย่างน้อยก็ไปจนถึงปี 2560
สภาพดังกล่าวทำให้ความกังวลด้านต้นทุนการผลิตจากราคาน้ำมันจึงผ่อนคลายลงไปมาก ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างราคาน้ำตาลก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น จากที่เคยลงไปอยู่ในจุดต่ำสุด
นอกเหนือความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ค่อนข้างจะรุนแรง และประเมินได้ยากจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และการเคลื่อนย้ายเงินทุนแล้ว ปัจจัยปัญหาภายในก็รุนแรงใกล้เคียงกัน
โดยจากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า ทำให้เนื้อที่เพาะปลูกข้าวปี 2558/2559 ทั้งประเทศลดลงไป 4.59 ล้านไร่ หรือ 8% หรือมีพื้นที่ปลูกข้าว 55.95 ล้านไร่ ขณะที่ผลผลิตรวมจะได้ 22 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากก่อนหน้าถึง 12% นอกจากนี้ข้าวนาปรังปี 2559 ที่ปลูกในช่วงเดือน พ.ย. 2558-เม.ย. 2559 ผลผลิตรวมจะลดลง 4-5 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1.3 ล้านตันข้าวเปลือก
ทั้งนี้ สศก.ยังระบุด้วยว่า ปีนี้ต้องติดตามราคาสินค้าเกษตรในส่วนพืชที่เกี่ยวโยงกับพลังงาน คือ ปาล์มน้ำมัน อ้อย จากผลของราคาน้ำมันลดลง ขณะที่ยางพารา ราคายังคงตกต่ำต่อเนื่อง จากปี 2558 ที่อยู่ระหว่าง 40-43 บาท/กก. ขณะที่ยางในสต๊อกของรัฐบาลยังไม่มีทีท่าจะลดลง ล่าสุดได้มีการยกเลิกการขายยางในสต๊อก 4 แสนตัน ที่เคยคิดว่าจะขายให้ทางการจีนไป ส่งผลให้ราคายางพาราถูกกดดันทั้งจากปัญหาน้ำมันราคาตกต่ำ และสต๊อกภายในประเทศ
นอกจากนี้ กำลังซื้อภายในประเทศยังถูกลดทอนลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไม่มีทีท่าจะลดลง มีเพียงอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงเท่านั้น โดยระดับหนี้ครัวเรือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานล่าสุด สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 อยู่ที่ระดับ 81.1% ของจีดีพี และศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าสิ้นปี 2558 ระดับหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 82% ของจีดีพี หรือเติบโต 5.4% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน
ขณะที่ปี 2559 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนของไทยมีโอกาสสูงขึ้นอีกไปสู่ระดับ 83-84% ของจีดีพี ในอัตราเติบโตใกล้เคียงปี 2558 ที่ 5-6% โดยตัวหลักที่ทำให้หนี้ครัวเรือนยังคงมีระดับสูงขึ้น คือ สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค
อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนที่สูงในไตรมาส 3 ปี 2558 เป็นผลจากการขยายสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ นำโดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ซึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการลดค่าโอนและจดจำนองบ้านและที่ดินที่จะมีผลถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2559 นี้ อีกส่วนหนึ่งคือสินเชื่อบ้านผู้มีรายได้น้อย ที่รัฐบาลให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ผ่อนปรนการปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อยที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธสินเชื่อมาก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทย ทั้งปัญหาจากเศรษฐกิจและปัญหาภายในของไทยเอง ทำให้หลังจากนี้เราจะได้เห็นรัฐบาลยังคงต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาเป็นเรื่อยๆ แม้ว่าก่อนสิ้นปีสมคิดจะเดินสายกล่าวในหลายวงสัมมนาว่า รัฐบาลจะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรออกมาอีกแล้ว และจะมุ่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ แม้แต่ในการแถลงผลงาน 1 ปี สมคิดก็ยังย้ำว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ คือการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุล
แต่ปัญหาเศรษฐกิจและความเสี่ยงเฉพาะหน้าที่เผชิญอยู่ เชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลชุดนี้จะยังวนเวียนอยู่กับการแก้ปัญหาระยะสั้นมากกว่า เห็นได้จากการไปตรวจงานกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา สมคิดก็ยังสั่งการให้หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2559 อยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับผล
กระทบจากต่างประเทศ และปัญหาภัยแล้ง
ขณะที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ ดูเหมือนจะถูกลดอันดับความสำคัญลง เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เห็นผลได้ช้า ซึ่งนั่นหมายถึงว่า เศรษฐกิจไทยคงจะติดหล่มเดิม ไม่สามารถก้าวให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางไปได้ในระยะอันใกล้นี้แน่นอน







