
เทรนด์โฆษณาไทยดังทั่วโลก
โฆษณาโทรทัศน์ของไทยถือเป็นผลงานที่เรียกความสนใจของผู้ชมได้มาก โดยการบอกเล่าเรื่องราวที่สะเทือนใจและเรียกน้ำตา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี จนกลายเป็นแนวการทำโฆษณาที่กระจายไปยังวงการโฆษณาในยุโรปและสหรัฐ
โฆษณาโทรทัศน์ของไทยถือเป็นผลงานที่เรียกความสนใจของผู้ชมได้มาก โดยการบอกเล่าเรื่องราวที่สะเทือนใจและเรียกน้ำตา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี จนกลายเป็นแนวการทำโฆษณาที่กระจายไปยังวงการโฆษณาในยุโรปและสหรัฐ
รายงานของหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยว่า แนวทางการทำโฆษณาที่มีเนื้อหาซาบซึ้งจนเรียกน้ำตาผู้ชม กลายมาเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึงกันมากในสื่อสังคมออนไลน์จากเอเชียไปสู่ยุโรปและสหรัฐ โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกต่างเผยแพร่คลิปวิดีโอเหล่านี้ และกลายมาเป็นการสร้างพื้นที่สื่อเพิ่มขึ้นมาจากตัวผู้ชมเอง
วอลสตรีท เจอร์นัล ได้สัมภาษณ์ ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจากการสร้างภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์และนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประเด็นสะเทือนใจในสังคม เช่น เรื่องราวของผู้สูงอายุ หรือปัญหาของเด็กวัยรุ่น ด้วยแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ดังกล่าว ทำให้ธนญชัยได้รับรางวัลการกำกับโฆษณาจากเมืองคานส์
หนึ่งในโฆษณาเรียกน้ำตาที่โด่งดังที่สุดของไทย คือโฆษณาของบริษัทประกันชีวิต “เดอะ ไซเลนซ์ ออฟ เลิฟ” ซึ่งเล่าเรื่องของเด็กวัยรุ่นที่มีพ่อเป็นใบ้และหูหนวก ทำให้ถูกล้อเลียนจากสังคม ผลงานดังกล่าวโด่งดังในสังคมออนไลน์ทั่วโลก เหล่าคนดังในเว็บไซต์ ยูทูบ กล่าวขานต่อกันว่าเป็นสิ่งท้าทายที่สุดที่จะระงับน้ำตาไว้
นอกจากนี้ ผู้ชมภาพยนตร์โฆษณาในยุโรปต่างให้ความเห็นหลังดูโฆษณาเรื่อง “การให้” ของ ทรูมูฟ บริษัทโทรคมนาคมในไทย ว่า ภาพยนตร์ดังกล่าวเหมือนเป็นภาพยนตร์สั้น มากกว่าการขายผลิตภัณท์ ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้โฆษณาของไทยประสบความสำเร็จ และผู้คนพร้อมจะนำไปบอกต่อ
ธนญชัย ยังระบุว่า การนำเสนอสินค้ามีอยู่น้อยมากในโฆษณา โดยผู้กำกับให้ความสำคัญกับการสร้างอารมณ์ ทั้งนี้ ผู้ผลิตโฆษณาโทรทัศน์ในเยอรมนีและอังกฤษต่างรับแนวการทำโฆษณาแบบนี้ไปใช้ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น คริสต์มาส ที่ผู้ผลิตโฆษณาหันมาใช้ภาพยนตร์เรียกน้ำตาสร้างความอบอุ่นของบรรยากาศ
ขณะที่ ชัย ไชยวรรณ ประธานบริษัท ไทย ไลฟ์ ธุรกิจประกันภัยในไทย ระบุว่า การผลิตภาพยนตร์โฆษณาในลักษณะเรียกน้ำตา แม้จะสามารถผลิตได้ราว 1 ชิ้น/ปี แต่เข้ามามีส่วนแบ่งตลาดอย่างมากในตลาดโฆษณาไทย โดยแต่ละโฆษณามีต้นทุนอยู่ที่ราว 3 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 10.84 ล้านบาท)
นอกจากนี้ ภาวิต จิตรกร กรรมการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ บริษัทโฆษณาระดับโลก ระบุกับวอลสตรีท เจอร์นัล ว่า ในปัจจุบันธุรกิจโฆษณาต้องแข่งกันเรียกความสนใจจากผู้บริโภค และการทำให้โฆษณามีความยาวประมาณ 3-4 นาที เป็นอีกวิธีในการขยายโฆษณาเข้าไปในพื้นที่สังคมออนไลน์
ดังนั้น โฆษณาจึงไม่ใช่สำหรับเผยแพร่ทางโทรทัศน์อีกต่อไป แต่จะต้องทำให้ผู้คนสามารถแบ่งปันในโซเชียลมีเดีย และเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้ด้วยตัวโฆษณาเอง
ทั้งนี้ การแข่งขันในวงการสื่อไทยรุนแรงขึ้นไปอีกระดับ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณารายอื่นๆ ปรับเปลี่ยนแนวทางการโฆษณาที่ฉีกแนวออกไป และคาดว่าจะมีแนวทางสร้างสรรค์หลากหลายเพิ่มขึ้น เช่น โฆษณาของคลินิกรักษาโรคผิวหนังวัยรุ่น “ลลิน” ซึ่งมีความยาวถึง 14 นาที โดยใช้การส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ และการเล่าเรื่องราวของตัวละครในรูปแบบของภาพยนตร์ ที่โด่งดังจากการใช้พื้นที่สังคมออนไลน์เช่นกัน







