
เงินเฟ้อต่ำลากยาว ขยับขึ้นครึ่งปีหลัง
แม้ไม่ใช่เรื่องที่ประหลาดใจ แต่ก็สร้างความตกตะลึงให้กับบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจไม่น้อย
แม้ไม่ใช่เรื่องที่ประหลาดใจ แต่ก็สร้างความตกตะลึงให้กับบรรดาพ่อค้า นักธุรกิจไม่น้อย เมื่อ สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือน ธ.ค. 2558 ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรืออัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 105.74 ลดลง 0.39% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และลดลง 0.85% และเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 นับตั้งแต่ ม.ค. 2558 เนื่องจากการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังเป็นสาเหตุหลัก ส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องลดลงตาม อีกทั้งผักและผลไม้ เนื้อหมู และไข่ไก่ ก็มีการปรับราคาลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเฉลี่ย 12 เดือน (ม.ค.-ธ.ค. 2558) อัตราเงินเฟ้อลดลง 0.9% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ที่เงินเฟ้อติดลบ 0.9% โดยเงินเฟ้อปี 2558 ก็ถือว่าอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินไว้ว่าจะติดลบ 1% จนถึงติดลบ 0.2%
แต่เงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมกลุ่มอาหารสด และพลังงานนั้นสูงขึ้น 0.68% เมื่อเทียบกับปีก่อน
“ในปี 2552 เงินเฟ้อติดลบที่ 0.9% เนื่องจากช่วงนั้นมีนโยบายที่สนับสนุน ช่วยเหลือด้านค่าครองชีพออกมามาก เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี รวมถึงเป็นช่วงวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตอนนั้นเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 61.7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งก็ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำ เพราะหลังจากนั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ในระดับที่สูง โดยปี 2553 เฉลี่ยที่ 77.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปี 2554 เฉลี่ยที่ 106.9 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปี 2555 เฉลี่ยที่ 109.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปี 2556 เฉลี่ยที่ 105.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปี 2557 เฉลี่ยที่ 96.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่มาในปี 2558 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล”
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะมีการประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อในทุกๆ 3 เดือน แต่เบื้องต้นมองว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกได้ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในสมมติฐานที่คาดไว้ 45-54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และไม่มีปัจจัยเสี่ยงมากระทบ
“สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2559 คือเรื่องของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังไม่นิ่ง เพราะหากราคายังลดลงต่อเนื่องก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อ รวมถึงจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรบางตัวก็จะลดลงตามด้วย” สมเกียรติ กล่าว
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินภาพรวมอัตราเงินเฟ้อในปี 2559 ว่า มีความเป็นไปได้ที่ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจต่ำลงกว่าตัวเลขที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.2% เนื่องจากหากตัดตัวแปรความตึงเครียดในตะวันออกกลางออกแล้ว คงต้องยอมรับว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกในปี 2559 น่าจะยังมีช่วงขาขึ้นที่ค่อนข้างจำกัด ท่ามกลางสัญญาณที่สะท้อนว่าอุปสงค์ในตลาดโลก (โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว) ยังคงไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเพียงพอที่จะซึมซับกำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดน้ำมันในปัจจุบัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ภาพเงินเฟ้อติดลบมีแนวโน้มที่จะลากยาวตลอดไตรมาสแรกของปี 2559 เนื่องจากการทยอยปรับลดลงของต้นทุนค่าขนส่ง อาจทำให้การเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคค่อนข้างทรงตัว หรือปรับลดลงได้เล็กน้อยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2559 ที่ปรับลดลงต่อเนื่องอีก 1.57 สตางค์/หน่วย ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2558
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้ออาจเคลื่อนไหวในกรอบติดลบประมาณลบ 0.3 ถึงลบ 0.1% ในไตรมาส 1/2559 ก่อนที่จะกลับมาเป็นบวกเล็กน้อยในช่วงไตรมาส 2/2559 ไม่เกิน 0.5% และอาจทยอยขยับสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในช่วงเดียวกันปีก่อน
นอกจากนี้ สัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเริ่มมีภาพชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ก็อาจเป็นปัจจัยช่วยหนุนเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน
“อัตราเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจจะยังคงปรับลดลงในช่วง 2-3 เดือนหลังจากนี้ ตามปัจจัยทางด้านอุปทานและตัวแปรในฝั่งต้นทุนของผู้ผลิต อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และน่าจะยังไม่สะท้อนสถานการณ์ที่น่ากังวลมากนัก หากว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศในช่วงหลังจากนี้มีความต่อเนื่อง และทยอยได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน







