posttoday
รัฐบาลสวนกระแสไม่เลิกฉุกเฉิน

รัฐบาลสวนกระแสไม่เลิกฉุกเฉิน

25 กรกฎาคม 2553

ปชป.ประกายความหวังรอดยุบพรรค

7 วันที่ผ่านไปถือว่าเป็นอีกสัปดาห์หนึ่งที่ปรากฏข่าวคราวเกี่ยวกับการเมืองค่อนข้างมากพอสมควร ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.กทม.เขต 6 โค้งสุดท้ายระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบในวันนี้ว่ารัฐบาลจะสามารถรักษาเก้าอี้ สส.เขตนี้ไว้ได้หรือไม่ หรือว่าฝ่ายค้านจะได้ สส.เพิ่มมาอีก 1 คน รวมทั้งยังเกิดกระแสสังคมจากหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หลังจากที่ใช้มานานพอสมควร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเมืองอื่นๆ ที่ต้องมาทบทวนเพื่อดูทิศทางการเมืองในสัปดาห์นี้ด้วย

ครม.เมินกระแสเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแค่ 3 จ.

เริ่มที่แรงกดดันที่เข้าถาโถมใส่รัฐบาลอีกครั้งเกี่ยวกับการให้ตัดสินใจยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งปรากฏว่ารัฐบาลได้ตอบสนองในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ลำปาง ร้อยเอ็ด สกลนคร เนื่องจากเห็นว่าทั้งสามจังหวัดสามารถควบคุมสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยได้อย่างน่าพอใจ

ถัดมาอีกไม่กี่วัน มีท่าทีอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดย คปร.มีมติให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการใช้กฎหมายดังกล่าวเนื่องจากขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยมานานพอสมควร และเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองก็ได้คลี่คลายไปในทิศทางที่สงบลง จึงมีความห่วงใยว่าการบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวต่อไปอาจส่งผลเสียต่อการสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมืองมากกว่าผลดี

‘อภิสิทธิ์’ สวน ‘คปร.’ ยังไม่เลิก พ.ร.ก.ทุกพื้นที่

ต่อแรงกดดันให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาหารือราวครึ่งชั่วโมง ก่อนที่นายกฯ จะแสดงความเห็นว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ 16 จังหวัดที่เหลือทั้งหมดในคราวเดียวกัน

“ไม่ได้เป็นความขัดแย้งกับข้อเสนอแนะของ คปร. เนื่องจาก คปร.ไม่ได้ระบุว่าให้ยกเลิกทุกพื้นที่ในคราวเดียวกัน แต่เป็นการเสนอให้ยกเลิกโดยเร็วเท่านั้น คงจะไม่ยกเลิกทั้งหมด คงเป็นไปตามลำดับ ผมคิดว่าการทำไปตามลำดับจะเป็นการตอบโจทย์ทั้งสองด้าน ถ้าเราตอบโจทย์เร็วเกินไปแล้วเกิดพลาดมาจะกลายเป็นความเสียหาย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

‘ดีเอสไอ’ ไม่ฟ้อง ‘ทีพีไอ’ ไซฟอนเงิน

ขณะเดียวกัน แม้ว่าคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้งในส่วนกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท และการใช้เงินอุดหนุนพรรคการเมืองจาก 7 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 29 ล้านบาท จะอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกันในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คดีไซฟอน) นั้น ปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความเห็นว่าไม่ส่งฟ้องบริษัท ทีพีไอ เรื่องทำผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ในการจ้างบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส ทำสื่อโฆษณาและที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ 263 ล้านบาท ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์

ดีเอสไอให้เหตุผลว่า เป็นเพราะการกล่าวหาเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากการบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง และผู้กล่าวหาไม่สามารถให้รายละเอียดได้ชัดเจนเพียงพอ พนักงานสอบสวนจึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องบริษัท ทีพีไอ และในส่วนพนักงานสอบสวนชุดแรก ซึ่งถูกร้องเรียนว่าปั้นพยานนั้น จะตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงที่สุด

 

ปชป.ได้ทีเล็งใช้เป็นตัวช่วยปลดคดียุบพรรค

จากตรงนี้เองได้จุดชนวนความหวังในการต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ให้กับทีมทนายความของพรรคทันที พร้อมกับจะขอความร่วมมือจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นพยานในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตัวนายธาริตยินดีที่จะให้ความร่วมมือทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งหรือหมายเรียกมาตามกฎหมาย

สวนทางกับท่าทีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งแสดงออกมาถึงความไม่พอใจกับการทำงานของดีเอสไออย่างชัดเจน โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ถึงกับแสดงความเห็นอย่างดุเดือดว่า คดีนี้มีหลักฐานชัดมาก โดยเฉพาะสำเนาเช็คธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งทั้งหมดเข้าบัญชีบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส และอยากบอกว่าดีเอสไอแน่มากถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็จะขอให้มีการย้ายนายธาริตคนนี้แน่นอน

‘ก่อแก้ว’ ชวดหาเสียงโค้งสุดท้ายนอกคุก

มาต่อด้วยความเคลื่อนไหวในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.กทม. เขต 6 ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของพื้นที่เดิม และพรรคเพื่อไทย ผู้ท้าชิง โดยวันนี้จะเป็นการตัดสินว่าระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ใครจะสามารถคว้าเก้าอี้ สส.ตัวนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยทางพรรคเพื่อไทยได้แสดงความพยายามทุกทางเพื่อที่จะนำตัวนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครของพรรค ออกจากเรือนจำชั่วคราวเพื่อมาหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายด้วยการยื่นหนังสือผ่าน กกต. แต่ กกต.ตอบกลับมาไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องนี้

 

ปชป.ระดม รมต.ช่วย ‘พนิช’ โกยคะแนน

ถึงกระนั้น พรรคเพื่อไทยก็ยังคงพยายามที่จะช่วยให้นายก่อแก้วกอบโกยคะแนนให้มากที่สุด ตั้งแต่การเขียนจดหมายและการบันทึกเพื่อสื่อสารและเรียกคะแนนสงสารจากมิตรรักแฟนเพลงของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้เปิดปราศรัยใหญ่ที่สวนสยาม

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็เร่งช่วยหาเสียงให้กับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครของพรรคอย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้มีการเปิดเวทีปราศรัยพร้อมกันถึง 4 จุด ได้แก่ 1.เขตคลองสามวา 2.เขตคันนายาว 3.เขตบึงกุ่ม และ 4.ที่ศูนย์ประสานงาน สส.พรรคประชาธิปัตย์ โดยได้ระดม สส.และรัฐมนตรีพรรคเข้ามาเรียกคะแนนจากประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นต้น

รวบมือขวาเสธ.แดงได้เพิ่มแต่ ‘หรั่ง’ ยึกยัก

สำหรับความคืบหน้าในการติดตามผู้ต้องสงสัยในคดีก่อการร้ายตามหมายจับนั้น ล่าสุด ดีเอสไอ สามารถจับกุมตัว นายกบ หรือ นายรชต วงศ์ยอด คนสนิท เสธ.แดง หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ได้แล้ว โดยเบื้องต้นทราบว่า นายกบเป็นพลทหารอยู่ในค่ายศรีสุริโยทัย สังกัดกองพลทหารราบที่ 15 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขั้นตอนต่อไป ดีเอสไอจะสอบสวนหาความเชื่อมโยง และแจ้งข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และส่งตัวขออำนาจศาลเพื่อฝากขังต่อไป

ส่วนการสอบสวนนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือหรั่ง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ลูกน้องคนสนิท เสธ.แดง เพื่อขยายผลหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายก็ต้องเจออุปสรรคเมื่อนายหรั่งปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ โดยมีสาเหตุจากการได้พบกลุ่ม นปช.ที่ได้เข้ามาเยี่ยมที่เรือนจำที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ แต่ดีเอสไอได้ยื่นข้อเสนอให้อีกครั้งว่าจะดูแลบุตรสาวอายุ 1 เดือนให้พร้อมกับจะกันตัวภรรยาและแม่ของนายหรั่งให้เป็นพยานในคดีค้าอาวุธสงคราม

 

11 ส.ค. นัดถกคำอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ทักษิณ

นอกเหนือไปจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ได้ระบุในข้างต้นแล้ว ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันด้วย โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของศาลฎีกาซึ่งนายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา ได้นัดประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 142 คนในวันที่ 11 ส.ค. เพื่อลงมติว่าจะรับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาให้เงินจากการขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น และเงินปันผล จำนวน46,373,687,454.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ประชุมใหญ่ลงมติไม่รับอุทธรณ์ ถือเป็นการสิ้นสุดกระบวนการคดีเป็นอันยุติ แต่ถ้ารับการอุทธรณ์ของทีมทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณก็จะต้องมีการไต่สวนต่อไป

 

‘แดงเหลือง’ จับมือถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท

ปิดท้ายด้วยเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อระหว่างคนเสื้อแดงกับคนเสื้อเหลืองด้วย เมื่อศาลอาญาสามารถประนอมข้อพิพาทคดีที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บริษัทไทยเดย์ดอทคอม กับพวกรวม 11 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ทำความเข้าใจและขอถอนฟ้องคดีที่พิพาทกันทั้ง 8 สำนวน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท