posttoday
‘กรมศิลปากร-พระสงฆ์’ ต้องจริงใจร่วมมือปกป้องโบราณสถาน

‘กรมศิลปากร-พระสงฆ์’ ต้องจริงใจร่วมมือปกป้องโบราณสถาน

03 มกราคม 2559

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้จัดงานสัมมนาถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการและฆราวาสผู้สนับสนุนวัด

โดย...ขุนอิน

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้จัดงานสัมมนาถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการและฆราวาสผู้สนับสนุนวัด ภายใต้โครงการดูแลทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมของชาติของพระสังฆาธิการ ณ ห้องประชุมใหญ่พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยมีพระสังฆาธิการและฆราวาสผู้สนับสนุนวัดเข้าร่วมกว่า 450 ชีวิต

สาระสำคัญของการจัดงานอยู่บนเวทีสัมมนาที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน นักกฎหมาย นักวิชาการด้านพุทธศาสนา รวมถึงเจ้าอาวาสวัดผู้มีประสบการณ์ด้านปกป้องดูแลโบราณสถานภายในวัดอย่างยาวนาน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดงความคิดเห็น เพื่อหาทางออกร่วมกันในการอนุรักษ์โบราณสถานให้ยั่งยืนและปราศจากความขัดแย้ง

โบราณสถาน ในวัด 1,716 แห่ง

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เผยว่า ปัจจุบันมีโบราณสถานที่อยู่ภายในวัด จำนวน 1,716 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าพุทธศาสนานั้นยิ่งใหญ่ ทรงคุณค่า และฝังรากหยั่งลึกในไทยมายาวนาน สมควรที่จะต้องได้รับการคุ้มครองดูแลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

‘กรมศิลปากร-พระสงฆ์’ ต้องจริงใจร่วมมือปกป้องโบราณสถาน พระราชโมลี

 

อธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า หน้าที่สำคัญของกรมศิลปากรคือทำทุกวิถีทางไม่ให้โบราณสถานถูกทำลาย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) เพื่อควบคุมไม่ให้มีการทำลายโบราณสถานที่อยู่ในวัด

“กรมศิลปากรก็ไม่ได้ลิดรอนสิทธิอะไร เพียงแต่คุ้มครองให้โบราณสถานนั้นยังคงสภาพแท้ดั้งเดิม ที่ผ่านมาอาจมีการตีความคลาดเคลื่อน กลายเป็นว่าเจ้าอาวาสห้ามแตะต้อง ความจริงคือ เจ้าอาวาสมีสิทธิบูรณะซ่อมแซม ตกแต่งต่อเติม แม้กระทั่งสร้างใหม่ได้ เพียงแต่ต้องขออนุญาต และทำภายใต้หลักวิชาการการอนุรักษ์ของกรมศิลปากร เพื่อไม่ให้ความงดงามดั้งเดิมถูกบิดเบือนจนผิดเพี้ยนไป วัดจะทำอะไรก็ส่งหนังสือขออนุญาต พร้อมแบบแปลนมา กรมศิลป์ก็แนะนำปรับแก้ตามความเหมาะสม ก่อนจะอนุมัติกฎหมายฉบับนี้ควบคุมโบราณสถาน ไม่ได้ควบคุมวัดแต่อย่างใด”

‘กรมศิลปากร-พระสงฆ์’ ต้องจริงใจร่วมมือปกป้องโบราณสถาน ผู้บริหารกรมศิลป์

 

ตำหนิระบบราชการล่าช้า

พระราชโมลี (วีรปญฺโญ) รองเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร มองว่า อธิบดีกรมศิลปากรมาแล้วก็ไป แต่พระสงฆ์ต้องอยู่ตลอด คนที่มาแล้วไปคงไม่รู้สึกถึงความอึดอัดใจเท่ากับคนที่อยู่ตลอด “ยกตัวอย่างโบราณสถานบางอย่างชำรุดเสียหาย หัก พัง เอน เสี่ยงจะตกใส่หัว จำเป็นต้องบูรณะซ่อมแซมเร่งด่วน เนื่องจากตามพระธรรมวินัย หากพระสงฆ์ปล่อยปละเลยไม่ดูแลวัดถือเป็นอาบัติ อีกทั้งยังมีกฎหมายโบราณสถานมาคุ้มครองว่า จะทำอะไรก็ตามต้องทำหนังสือขออนุญาตก่อน แต่ระบบราชการที่ล่าช้า กว่าจะได้ดำเนินการก็นานเป็นเดือน ทั้งหมดจึงเป็นอุปสรรคในการทำนุบำรุงโบราณสถานภายในวัด”

อย่างไรก็ตาม พระราชโมลี แนะนำว่า พระสงฆ์ต้องฉลาดในการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี “ไม่ว่าจะเก่าจะพังอย่างไร ก็ควรทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรขออนุญาตไปทางกรมศิลปากรก่อน ที่สำคัญต้องให้เขาลงเลขรับด้วยว่าส่งไปวันไหน ได้รับหนังสือกลับมาเมื่อไหร่ เพื่อยืนยันว่าทางวัดได้ส่งหนังสือไปแล้วจริงๆ ไม่ใช่ส่งไปให้จบๆ แล้วก็ปล่อยปละละเลยไม่สนใจไยดี แบบนี้ไม่ได้ ต้องตามเรื่องจนกว่าจะได้หนังสืออนุมัติกลับมา เพราะถ้าเราลงมือทำเลย แม้ว่าจะเจตนาดี มันก็อาจมีปัญหาในวันข้างหน้า

อาตมาเคยทำหนังสือขออนุญาตสร้างสิ่งปลูกสร้างภายในวัด ปรากฏว่าผ่านไปหลายเดือนยังไม่มีวี่แวว ญาติโยมก็ตำหนิว่า เงินพร้อมแล้ว ทำไมไม่สร้างเสียที แม้แต่มีเสียงครหาว่าอมเงินหรือเปล่า อาตมาก็ต้องชี้แจงถึงขั้นตอนการขออนุญาตกับทางกรมศิลปากรให้ชาวบ้านเขาเข้าใจด้วย”

‘กรมศิลปากร-พระสงฆ์’ ต้องจริงใจร่วมมือปกป้องโบราณสถาน สด แดงเอียด

 

ถ้าช้าวัดแจ้งความได้

มาลีภรณ์ คุ้มเกษม นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร ยอมรับว่า สิ่งที่กรมศิลปากรตกเป็นจำเลยมาตลอดคือ ความล่าช้า

“ความล่าช้าของหน่วยงานราชการเหมือนกันทุกที่ ดังนั้นรัฐบาล คสช.จึงได้ออกกฎหมาย พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558  สาระสำคัญคือ มีการกำหนดระยะเวลาว่า จะต้องอนุมัติหนังสือแล้วเสร็จเมื่อใด ยกตัวอย่างเช่น วัดทำหนังสือขออนุญาตบูรณะโบราณสถานภายในวัดไปยังกรมศิลปากรแล้วล่าช้า แต่เดี๋ยวนี้กรมศิลปากรต้องปฏิบัติตามระยะเวลา เช่นต้องอนุมัติหนังสือภายใน 81 วัน เมื่ออธิบดีรับหนังสือแล้วจะต้องขอเอกสารเพิ่มได้เพียงครั้งเดียว ถ้าไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดก็ต้องมีหนังสือชี้แจงว่าทำไมถึงไม่เสร็จ ถ้ายังล่าช้า วัดสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ และถ้ามีความเสียหายจากการที่อนุมัติที่ล่าช้า วัดก็ฟ้องแพ่งได้ ซึ่งอาจถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรงด้วย ดังนั้นต่อไปนี้กรมศิลปากรจะต้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความกระชับและฉับไว”

วัดกับกรมศิลป์ เหมือนลิ้นกับฟัน

ขณะที่ สด แดงเอียด อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ให้ความเห็นว่า วัดกับกรมศิลปากรเหมือนลิ้นกับฟัน มีปัญหากระทบกระทั่งกันเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานภายในวัดมาโดยตลอด ปัญหาส่วนใหญ่มาจากความรู้ความเข้าใจเรื่องโบราณสถานที่ไม่เท่ากัน ปล่อยให้มีการบุกรุุกทำลาย หรือละเลยไม่ใส่ใจจนเกิดเสียหายและเสื่อมค่า วิธีการดูแลปกป้องไม่ตรงกัน บุคลากรไม่เพียงพอ มีบ้างไม่มีบ้าง หรือมีแต่ขาดองค์ความรู้ รวมถึงปัญหาด้านผู้สืบทอด พอหมดยุคคนเก่าแล้วไม่มีทายาทคนใหม่มารับช่วงต่อ

ให้การบ้าน 10 ข้อ

เขาเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับวัดในการอนุรักษ์โบราณสถานไว้อย่างน่าสนใจ 10 ข้อ

1.กรมศิลปากรและวัดจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตรงกันถึงประวัติความเป็นมา คุณค่าความสำคัญของโบราณสถานนั้น 2.ต้องมีส่วนร่วมในการสำรวจ รวบรวมรายละเอียด ทำทะเบียนข้อมูลต่างๆ ของโบราณสถานภายในวัด 3.ต้องช่วยกันเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด หาทางป้องกัน ปกป้องคุ้มครองไม่ให้โบราณสถานทรุดโทรมเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ 4.รักษาความสะอาด ไม่ใช่ปล่อยให้สุนัขขับถ่าย ขี้ ขยะกองสุม ต้นไม้วัชพืชขึ้นรกรุงรัง จนไม่น่ามอง 5.ปลุกจิตสำนึกในตัวเองให้เกิดความรักความหวงแหน ไม่ว่าจะเป็นพระ เณร ชี ฆราวาส และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

6.รู้จักจำแนกแจกแจงว่า อะไรควรรักษาไว้ให้คงสภาพเดิม อะไรควรบูรณะซ่อมแซม อะไรควรต่อเติมเสริมแต่ง อะไรควรปรับปรุงพัฒนา อะไรควรสร้างขึ้นใหม่ 7.กรมศิลปากรและวัดต้องสร้างทายาทขึ้นมารับช่วงต่อในการดูแลอนุรักษ์ 8.แสวงหาความร่วมมือจากเครือข่ายรอบนอก 9.จัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนและรัดกุม มีระเบียบแบบแผนเป็นขั้นเป็นตอน 10.นำระเบียบ กติกา กฎหมายต่างๆ มากำหนดเป็นบังคับใช้ในการดูแลรักษาโบราณสถานอย่างเด็ดขาดจริงจัง

“ความร่วมมือทั้งสองฝ่ายต้องใช้ใจเป็นตัวตั้ง ถ้าไม่มีใจ ต่อให้มีพันมือก็ช่วยอะไรไม่ได้ ต้องจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน สามัคคีกลมเกลียว ที่สำคัญควรเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย”

สรุปว่าทุกฝ่ายต้องจริงใจเพื่อการปกป้องโบราณสถานให้มั่นคง ยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท