
เนิ่นนานผ่านมา...
บางที ความรู้สึก “ผิดที่ ผิดเวลา” ก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจว่า อะไรต่างๆ ซึ่งถูกที่ ถูกเวลานั้น มีคุณค่าความหมายเพียงใด
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
บางที ความรู้สึก “ผิดที่ ผิดเวลา” ก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจว่า อะไรต่างๆ ซึ่งถูกที่ ถูกเวลานั้น มีคุณค่าความหมายเพียงใด
ตะกั่วป่า, 31 ธ.ค. 2547
ค่ำคืนสุดท้ายของปีเก่า ซึ่งควรเป็นเวลาของการร่วมสังสรรค์กับครอบครัว มิตรสหาย พูดคุย ดื่มกิน กันอย่างเปี่ยมสุข แต่สำหรับที่นี่ ในวันนี้ หาได้เป็นเช่นนั้น
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าทำลายและเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลอย่างยากจะฟื้นคืน
บรรยากาศของตลาดตะกั่วป่าวันนั้น แม้จะเกือบ 3 ทุ่ม แต่ก็ยังสับสนวุ่นวาย หน้าวัดย่านยาวผู้คนยังพลุกพล่าน ยืนมุงดูป้ายประกาศ รายชื่อ รูปพรรณศพ ด้วยความหวังว่าจะรู้ถึงชะตากรรมของผู้อันเป็นที่รัก ซึ่งพลัดพรากกันไปตั้งแต่วันที่คลื่นยักษ์โถมถล่ม
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้นึกถึงช่วง 2 เดือนก่อนที่ชายแดนภาคใต้ ญาติผู้เสียชีวิต 85 ราย จากเหตุการณ์ตากใบ นราธิวาส ซึ่งมารอรับศพ รอบตัวได้ยินแต่เสียงร่ำไห้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่แววตาหม่นเศร้า ความสูญเสีย ไม่ว่ากับใครหรือที่ไหน ก็ไม่ต่างกัน
สำหรับคนตะกั่วป่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจพูดได้ว่าหนักหน่วงมากมายหลายเท่า ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน ถูกคลื่นซัดทำลายเสียหาย ที่ดินซึ่งคิดว่ายังเหลือให้เป็นที่อยู่ ก็ถูกนายทุนรุกเข้ามาครอบครอง ใช้อำนาจทั้งกฎหมายและอิทธิพล ฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้าน
คลื่นยักษ์ผ่านไป แต่มรสุมชีวิตที่โหมประดังเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต่างกับคลื่นยักษ์ที่โหมกระหน่ำซ้ำ
ความตาย ความพลัดพรากสูญเสีย ทุกข์ยากของผู้คนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็น 11 ปีผ่านมา ใครหลายคนยังรู้สึกจุกในลำคอ เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น
เพื่อนช่างภาพขับรถมาตามถนนเลียบหาดเขาหลัก ช่วงเวลาเกือบ 4 ทุ่ม รอบตัวมีแต่ความมืดและซากปรักหักพัง ผมขอแวะที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ ซึ่งกลายเป็นที่พักของอาสาสมัครกู้ภัยที่มาช่วยค้นหาศพ เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งตั้งวงดื่มกินกันอย่างเงียบๆ สองวันก่อนผมเคยเดินตามพวกเขาเพื่อดูการทำงานค้นหาผู้รอดชีวิต และเก็บศพที่ติดค้างอยู่ในซากเหล่านั้น
พวกเขาส่งแก้วซึ่งทำจากขวดน้ำพลาสติกให้ผม เรานั่งคุยกันสักครู่ ส่วนใหญ่ผมถามถึงงานของเขาในวันพรุ่งนี้ เขาบอกจุดที่จะเข้าไปสำรวจให้ทราบ หลังบอกลา เด็กหนุ่มยกแก้วขึ้นมาพร้อมกับบอกว่า “ทำงานกันต่อนะพี่” ผมยื่นแก้วในมือไปชนกันเขา และตอบด้วยประโยคเดียวกันว่า “ทำงานกันต่อ”
ผมและเพื่อนช่างภาพขับรถจากเขาหลักเพื่อกลับที่พักในตัวเมืองพังงา ผมลองโทรศัพท์ไปหาครอบครัวแต่ไม่มีสัญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ล้มพังพาบไปตั้งแต่วันที่คลื่นยักษ์ถล่ม ต้องรอเวลาช่วงดึกที่มีคนใช้น้อย จึงจะพอมีช่องสัญญาณให้ใช้ได้บ้าง
อันที่จริง ช่วงเวลานี้ผมควรอยู่กับครอบครัว และเตรียมเดินทางท่องเที่ยวตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาในทันทีที่นึกถึงเสียงตัดพ้อของลูกสาวตัวน้อย เมื่อรู้ว่าผมไม่สามารถพาเธอไปเที่ยวได้ตามสัญญา
เสียงจากวิทยุติดรถยนต์ เปิดเพลงบรรเลง ทั้งที่ปกติจะมีผู้ดำเนินรายการ ประกาศข่าวประชาสัมพันธ์ ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เสียงเพลง Auld Lang Syne ดังมาจากวิทยุ
ผมนึกถึงผู้สูญเสียหลายคนที่ได้พูดคุยในช่วง 2-3 วันมานี้ และลองคิดว่า หากผมตกอยู่ในสถานะเดียวกันนั้น ผมจะรู้สึกเช่นไร และผมคิดว่าได้คำตอบสำหรับตัวเอง
เพลงจบแล้ว ผมนึกถึงเด็กหนุ่มอาสาสมัครกู้ภัย นึกถึงคำพูดของเขา “ทำงานกันต่อนะพี่”
ช่วงหลายปีมานี้ ความเปลี่ยนแปลงในอาชีพทำให้ผมมีเวลากับครอบครัวมากขึ้น และไม่เคยที่จะผิดสัญญากับลูกสาวตัวน้อยอีกเลย
แต่ไม่ว่าจะผ่านการฉลองปีใหม่ต่อมาอีกกี่ครั้ง ผมยังไม่ลืมปีใหม่ครั้งนั้นที่พังงา
For auld lang syne, my dear, for auld lang syne, We’ll take a cup o’ kindness yet, for auld lang syne.
“เพื่อช่วงเวลาอันเนิ่นนาน ที่รัก เพื่อช่วงเวลาอันเนิ่นนาน
ยกจอกขึ้นมาดื่มด้วยความอาทรต่อกัน เพื่อคืนวันเนิ่นนานผ่านมา”







